โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือกลุ่มโรคที่ติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ส่วนใหญ่โดยการร่วมเพศ บางโรคอาจติดต่อโดยการสัผัส หรือถ่ายทอดสู่ลูกทขณะอยู่ในครรภ์ แบ่งตามลักษณะอาการ ดังนี้

แผล ได้แก่ ซิฟิลิส แผลริมอ่อน เริมอวัยะเพศ

ฝี ได้แก่ กามโรคของต่อและท่อน้ำเหลือง หรือ ฝีม่าวง แผลริมอ่อนที่มีภาวะแรกซ้อน

หนอง ได้แก่ หนองใน หนองในเทียม

อื่น ๆ ได้แก่ หูดหงอนไก่ หูดข้าวสุก พยาธิช่องคลอด เชื้อราช่องคลอด โลด หิน

 

ไมโครบิไซค์ ทางเลือกใหม่ของคนรุ่นใหม่

วันนี้เราจะมาพูดคุยกันเกี่ยวกับวิธีการที่กำลังศึกษาเพื่อป้องกันเอชไอวีอีกวิธีการหนึ่งจากบทความ “ความคืบหน้าของการวิจัยทางชีวเวชศาสตร์เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี” ผู้เขียนคือคุณอุดม ลิขิตวรรณวุฒิ จากเวปไซด์ www.global-campaign.org
วิธีการที่เราจะพูดในวันนี้คือการใช้ไมโครบิไซด์ ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

 
 
yes  ไมโครบิไซด์ คืออะไร

      ไมโครบิไซด์  คือ สารที่มีคุณสมบัติป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ใช้เฉพาะที่ คือช่องคลอดหรือทวารหนัก  ไมโครบิไซด์มีหลายรูปแบบ เช่น เจล ครีม ยาเหน็บ แผ่นฟิล์ม สารหล่อลื่น หรือในรูปฟองน้ำหรือห่วงที่ปล่อยสารที่ออกฤทธิ์ทีละน้อย  คำว่า “ไมโครบิไซด์” หมายถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติสำคัญ เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์และเชื้อโรคที่มากับการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้โดยใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกับผิวภายนอกเฉพาะที่
 
yes  ไมโครบิไซด์พร้อมมีให้ใช้ในขณะนี้หรือไม่

      “ยังไม่มี”  ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังทดสอบสารหลายชนิดเพื่อศึกษาดูความเป็นไปได้ในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและ/หรือการติดเชื้อทางเพศ

สัมพันธ์อื่น ๆ แต่ขณะนี้ยังไม่มีไมโครบิไซด์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลพอที่จะใช้กับคนทั่วไปได้ อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์กำลังติดตามดูผลิตภัณฑ์นำร่อง

กว่า 30 ชนิด ซึ่งในจำนวนนี้มี 10 ชนิดที่ใช้กับสัตว์แล้วพบว่าปลอดภัยและมีประสิทธิผลและกำลังอยู่ในขั้นทดลองใช้กับมนุษย์ หากพบว่าผลิตภัณฑ์นำร่องเหล่า

นี้ได้ผลและมีการลงทุนมากพอ ก็อาจจะมี ไมโครบิไซด์ดี ๆ ให้ใช้ก่อนสิ้นทศวรรษนี้

yes   ไมโครบิไซด์ทำงานอย่างไร 

 ไมโครบิไซด์สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้โดย:

1)   ฆ่าหรือหยุดยั้งเชื้อโรค

2)   ยับยั้งการติดเชื้อโดยสร้างสิ่งกีดขวางระหว่างเชื้อโรคกับเซลล์ของช่องคลอดหรือทวารหนัก หรือ

3)   ป้องกันมิให้เกิดการติดเชื้อหลังจากที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายแล้ว

          ที่ดีที่สุด ไมโครบิไซด์ควรมีกลไกเหล่านี้ทั้งหมดร่วมกันเพื่อออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิผลอย่างเต็มที่เพิ่มขึ้น
 
 
yes  ไมโครบิไซด์สามารถป้องกันการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์ทุกชนิดหรือไม่

        เนื่องจากการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์เกิดจากเชื้อโรคหลายชนิด (เช่นไวรัส หรือแบคทีเรีย)  ไมโครบิไซด์เท่าที่กำลังทดสอบฤทธิ์ยาอยู่นั้น มีอย่างน้อยชนิด หนึ่งที่สามารถป้องกันเชื้อเอชไอวีและการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์  ท้ายที่สุดผลิตภัณฑ์ที่มีไมโครบิไซด์ต่างชนิดรวมกันและมีกลไกลการออกฤทธิ์หลายอย่าง

ย่อมป้องกันการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์ได้มากขึ้น รวมทั้งการติดเชื้อเอชไอวีด้วย
 

yes  ไมโครบิไซด์ปลอดภัยหรือไม่

         ผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกชนิดล้วนต้องผ่านการทดสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดก่อนจะเข้าสู่ผู้บริโภค  นักเคลื่อนไหวด้านสุขภาพและนักวิจัยทำงานร่วมกัน อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การทดสอบไมไครบิไซด์ในด้านคลินิกให้เป็นไปอย่างถี่ถ้วนและถูกหลักจริยธรรม
 
yes  มีใครบ้างที่กำลังทำวิจัยและพัฒนาไมโครบิไซด์

          งานวิจัยไมโครบิไซด์ในปัจจุบันได้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิเพื่อการกุศลและทุนสนับสนุนจากภาครัฐ  กองทุนสาธารณะเหล่านี้ยังสนับสนุนงานวิจัย

วิทยาศาสตร์พื้นฐาน สังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานของการทดลองทางคลินิกที่เอื้อต่องานวิจัยและพัฒนาไมโครบิไซด์
 
yes  ทำไมเราจึงต้องใช้ไมโครบิไซด์ในเมื่อต่อไปเราก็จะมียาวัคซีนต้านเชื้อเอชไอวีอยู่แล้ว

         ในการ “แก้ไข” ปัญหาการแพร่ระบาดเอดส์นั้น คงใช้กลยุทธ์หรือเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่ได้ เราคงต้องใช้กลยุทธ์การป้องกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการปรับ

เปลี่ยนพฤติกรรม การเข้ารับการปรึกษาและตรวจเลือดโดยสมัครใจ การวินิจฉัยการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์และการบำบัดรักษา การเข้าถึงถุงยางอนามัยสำหรับ

ชายและหญิงอย่างกว้างขวาง การเข้าถึงเข็มฉีดยาที่ปลอดเชื้อ และการใช้ยาต้านไวรัส ตลอดจนขยายขอบข่ายเครื่องมือและเทคโนโลยีที่มีอยู่ให้กว้างขวางออก

ไปอีก  ไมโครบิไซด์น่าจะมีให้ใช้และเข้าถึงได้เร็วกว่าวัคซีนต้านเชื้อเอชไอวี  เพราะแม้หลังจากจะค้นพบวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลแล้วก็ตาม วัคซีนก็ดี

ไมโครบิไซด์ก็ดีต่างมีบทบาทที่ต่างกันและเสริมกันและกันในการเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีของโลกที่มีหลายรูปแบบอย่างผสม

ผสานในที่สุด

ไวรัสเอชพีวีกับชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย

ไวรัสเอชพีวีกับชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย

เชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) เป็นเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อย สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์และการสัมผัสบริเวณที่ติดเชื้อ โดยสามารถทำให้เกิดความผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศและบริเวณทวารหนักได้ ทั้งในชายและหญิง  โดยที่เชื้อนี้ มีมากกว่า 40 สายพันธุ์ และอย่างน้อย 13 สายพันธุ์ เป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูง    
 
           เป็นที่รู้กันดีว่าเชื้อเอชพีวี เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกในหญิง ซึ่งปัจจุบันได้มีการส่งเสริมการฉีดวัคซีนให้กับเด็กหญิงทุกคนในหลายประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นมะเร็งเปากมดลูกเมื่อโตขึ้น  แม้แต่ในชายที่มีเพศสัมพันธุ์กับชาย ก็เริ่มมีความกังวลว่าอาจทำให้เกิดมะเร็งทวารหนัก และในบางประเทศ ก็มีการแนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้ในเด็กชายด้วย
 
           สำหรับในเมืองไทย วัคซีนเอชพีวี ยังไม่มีบริการฉีดให้ประชาชนทั่วไป แม้ว่าจะมีการรณรงค์ให้ฉีดในหญิง แต่การเข้าถึงวัคซีนโดยยังคงจำกัด เนื่องด้วยราคาที่ยังค่อนข้างสูง   สำหรับในกลุ่ม ประชากรชายที่มีเพศสัมพันธุ์กับชายซึ่ง มีประชากรกลุ่มจำนวนค่อนข้างมาก (ประมาณ 3% ของชายอายุ 15-49ปี)  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา แต่ข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้กลับมีน้อย จึงยังไม่มีคำแนะนำให้มีการฉีดวัคซีนนี้ในชาย ทำให้มีความสำคัญที่ต้องศึกษาเชื้อ HPV ในประชากรกลุ่มนี้ เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งทวารหนักในอนาคต
 
           การศึกษาในกรุงเทพ พบว่า ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย มีการติดเชื้อเอชพีวีจำนวนมาก โดยพบการติดเชื้อเอชพีวีทุกสายพันธุ์ ถึง 85%  และ ติดเชื้อสายพันธุ์ที่มีความเสียงสูงถึง 58%  โดยพบว่ามีการติดเชื้อเอชพีวีในกลุ่มที่ติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วยสูงกว่าผู้ไม่ติดเชื้อเอชไอวี
 
          สำหรับการศึกษาของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2555-2556 ทำการศึกษาในชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายที่อายุมากกว่า 18 ปี จำนวน 200 คน พบว่า พบการติดเชื้อเอชพีวีทั้งหมด  80%  โดยพบว่าผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี มีการติดเอชพีวีร่วมด้วยสูงถึง 100% ในขณะผู้ที่ไม่ทราบผลเอชไอวีพบการติดเอชพีวี 86.% และ ผู้ที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวีพบการติดเชื้อเอชพีวี  70%  ในสายพันธุ์ที่มีความเสียงสูงต่อการเป็นมะเร็ง พบความชุกของ ผู้ติดเชื้อเอชพีวีที่มีความเสี่ยงต่อการก่อมะเร็งสูงถึง 67% และพบว่าผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ก็มีการติดเชื้อเอชพีวีชนิดนี้สูงกว่าอีกสองกลุ่มเช่นกัน  และเมื่อทำการตรวจสอบสายพันธุ์ พบว่าสายพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุดคือ สายพันธุ์ HPV16  และรองลงมาคือ HPV58 และ 51 ตามลำดับ
 
          จากการศึกษา เราจะเห็นได้ว่าในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย  พบการติดเชื้อ HPV ทางทวารหนักสูงมาก และยังพบสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสูงเช่นกัน จึงมีความจำเป็นที่ควรส่งเสริมให้เด็กชายทุกคนได้รับการฉีดวัคซีน HPV เพื่อป้องกันการติดเชื้อนี้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในทวารหนักในอนาค อีกทั้งยังช่วยป้องกันการส่งต่อเชื้อไปยังคู่นอนไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายด้วยกันเอง
PrEP ในการประชุม CROI 2015

PrEP ในการประชุม CROI 2015

…โดย คุณอุดม  ลิขิตวรรณวุฒิ…กรรมการที่ปรึกษาชุมชน
…สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
                การประชุมเกี่ยวกับเรทโทไวรัสและการติดเชื้อฉวยโอกาส (Conference on Retroviruses and Opportunitistic Infections: CROI)  ณ เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมานั้น และมีการจัดขึ้นเป็นประจำในทุกๆปี ถือเป็นโอกาสสำคัญที่นักวิจัย แพทย์และผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ผู้กำหนดนโยบาย นักรณรงค์เคลื่อนไหว ผู้ให้ทุน และผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ จะได้แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเอชไอวีในมุมต่างๆ เช่นวิวัฒนาการของโรค การป้องกัน การรักษาและการรักษาให้หาย และโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี 
                ในหลายปีที่ผ่านมายุทธศาสตร์ใหม่ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและการรักษาเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจในการประชุม และการป้องกันที่กระตุ้นความสนใจเป็นอย่างมากในการประชุม CROI ในช่วงที่ผ่านมาสี่ปี คือการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีโดยการกินยาต้านก่อนโอกาสสัมผัสเชื้อ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “เพร็บ” (PrEP – Pre – Exposure Prophylaxis) และในการประชุม CROI ปีนี้มีการนำเสนอเกี่ยวกับเพร็บมากมาย
                 ถึงแม้ว่าเพร็บจะมีผลในการป้องกันสูง แต่ความกังวลเกี่ยวกับเพร็บที่สำคัญ คือวินัยในการกินยาที่ต้องกินทุกวันอย่างสม่ำเสมอในช่วงที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อเอชไอวีสูง ประกอบกับข้อสังเกตที่ว่าผลในการป้องกันที่สูงของเพร็บเป็นผลของการวิจัยทางคลินิกที่ทีมวิจัยคอยติดตามกำกับอาสาสมัครการวิจัยเพื่อสนับสนุนการกินยาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นบริบทที่แตกต่างไปจากชีวิตจริงที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานจะม่สามารถทำได้เช่นนั้น ดังนั้นก้าวต่อไปที่สำคัญ และจำเป็นของเพร็บคือ การสาธิตให้เห็นในสภาวะจริง (หรือในบริบทของระบบสาธารณสุขโดยทั่วไปของพื้นที่)ว่าการนำเอาเพร็บไปใช้ในลักษณะนั้นจะมีผลอย่างไร
โครงการสาธิตพาร์ทเนอร์ส

3.โครงการสาธิตพาร์ทเนอร์ส (Partners Demonstration Project)

                         เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการจัดสรรเพร็บเข้ากับระบบการรักษาผู้ติดเชื้อด้วยยาต้านไวรัส โครงการนี้ดำเนินการในประเทศอูกันดาและเคนยาและทำการทดลองในคู่ต่าง (คู่เพศสัมพันธ์ที่คนหนึ่งติดเชื้อและอีกคนไม่ติดเชื้อ) จำนวน 1,013 คู่ โดยการให้เพร็บแก่คู่ครองที่ไม่ติดเชื้อที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากคู่คนที่ติดเชื้อสูง ซึ่งสำหรับโครงการนี้ความเสี่ยงสูงรวมถึงอายุน้อย หรือไม่มีลูกด้วยกัน (ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่เสี่ยงมากกว่าผู้ที่มีลูก) หรือไม่ค่อยใช้ถุงยาง หรือปริมาณไวรัสของคู่คนที่ติดเชื้อสูง เพร็บที่ให้แก่คู่คนที่ไม่ติดเชื้อเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมไปสู่การรักษาด้วยยาต้านไวรัสแก่คู่คนที่ติดเชื้อในช่วงที่ยังไม่ได้เริ่มรักษา (เนื่องจากการล่าช้าของระบบหรือเนื่องจากเหตุผลส่วนบุคคลที่ต้องการชะลอการรักษาไว้ก่อน) หรือในช่วงเริ่มต้นหกเดอืนแรกของการรักษาด้วยยาต้านเพื่อให้เวลาแก่ยาในการควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกายโครงการสาธิตนี้เริ่มเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555
                        การวิเคราะห์ผลแสดงว่าอัตราการใช้เพร็บในโครงการนี้สูงมาก (96%) และวินัยในการกินยาสูงกว่า 80% (ซึ่งยืนยันโดยการวัดวิธีต่างๆ รวมถึงการวัดปริมาณยาตกค้างในเลือด) และอัตราของคู่ที่ติดเชื้อที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสก็สูงเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมีผู้เข้าร่วมจำนวนหนึ่งที่ชะลอการรักษาออกไประยะหนึ่งด้วยเหตุผลต่างๆ และนับตั้งแต่เริ่มการวิจัยจนถึงจากกลุ่มกินทรูวาดา (ทั้ง 2 คน ไม่ได้กินทรูวาดาเป็นเวลานานและยังมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างที่ไม่ได้ใช้เพร็บ) การนำเสนอ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 มีผู้ติดเชื้อเพียง 2 คน ซึ่งเมื่อคำนวณเปรียบเทียบกับอัตราการติดเชื้อใหม่ในคู่ต่าง (ประมาณปีละ 39.7 คน) แล้วพบว่าสามารถลดการการติดเขื้อได้ถึง 96% และหญิงที่ติดเชื้อทั้งสองนี้ ได้เลิกใช้เพร็บเป็นเวลานานก่อนหน้าการตรวจพบว่าติดเชื้อ
โครงการเอเพอร์เกย์

2.โครงการเอเพอร์เกย์ (IPERGAY)

ทำการวิจัยในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายจำนวน 414 คนในประเทศฝรั่งเศส 6 แห่ง และประเทศแคนนาดา 1 แห่ง โดยสุ่มแบ่งอาสาสมัครเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจำนวน 206 คนกินทรูวาดา และกลุ่มที่ 2 จำนวน 208 คนกินยาเลียนแบบ โดยวิธีการกินเช่นเดียวกันทั้ง 2 กลุ่ม คือ กินทรูวาดา 2 โด๊ส(2 เม็ด) ช่วง 24 ถึง 2 ชั่วโมงก่อนมีเพศสัมพันธ์ และกินอีก 1 โด๊ส (1 เม็ด) ภายใน 24 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์และอีก 24 ชั่วโมงต่อมา (หรือ 48 ชั่วโมงหลังการกินครั้งแรก)ตามด้วย ทรูวาดาอีก 1 โด๊ส รวมทั้งหมด 4 โด๊ส(4 เม็ด) ต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช้ถุงยางหรือสำหรับคนที่มีเพศสัมพันธ์ต่อๆไป ทุกวันหลังจากเริ่มต้นครั้งแรกโดยการกิน 2 โด๊สในระยะเวลา ถึง 2 ชั่วโมงก่อนการมีเพศสัมพันธ์แล้ว หลังจากนั้นต้องกินวันละ 1 โด๊สทุกวันตลอดช่วงเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นสำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ประมาณเดือนละครั้งการใช้เพร๊บตามต้องการนี้ จะช่วยลดภาระในการกินเพร็บ ทุกวันอย่างมาก แต่สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทุกอาทิตย์นั้นการใช้เพร็บตามต้องการนี้จะไม่ต่างปจากการใช้เพร๊บทุกวัน
                       การวิเคราะห์ผลกลางโครงการในเดือนตุลาคม 2557 (การติดตามอาสาสมัครเฉลี่ยเท่ากับ 13 เดือน)พบว่ามีอาสาสมัครติดเชื้อทั้งหมด 16 คน 2 คน จากกลุ่มกินทรูวาดา ซึ่งทั้ง 2 คนไม่ได้กินทรูวาดาเป็นเวลานาน และยังมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างที่ไม่ได้ใช้เพร็บ และผู้ติดเชื้ออีก 14 คนจากกลุ่มที่กินยาเลียนแบบ คิดเป็นประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเท่ากับ 86% ส่งผลให้คณะกรรมการอิสระด้านการติดตามความปลอดภัยและให้ข้อมูลของโครงการแนะนำให้ทีมวิจัยเปลี่ยนรูปแบบการวิจัยโดยหยุดการใช้ยาเลียนแบบ และให้ทรูวาดาแก่อาสาสมัครทุกคนแทน ซึ่งคำแนะนำนี้เกิดขึ้นภายหลังการตัดสินใจของโครงการพราวด์ที่เอ่ยมาเบื้องต้นไม่กี่อาทิตย์
                       สำหรับการวิจัยโครงการนี้โดยเฉลี่ยแล้วอาสาสมัครกินทรูวาดาเดือนละ 16 เม็ด หรือ 4 โด๊สต่ออาทิตย์ ซึ่งเป็นระดับการโด๊สที่ให้ผลในการป้องกันได้ถึง 100% จากการวิจัยไอเพร็ก (iPrEX) ที่นำเสนอในการประชุมเอดส์โลกเมื่อปี 2014 ซึ่งผลของการวิจัยเหล่านี้แสดงว่าเพร็บมีความยืดหยุ่นต่อการกินหลายแบบ อย่างไรก็ตามการนำเสนอผลของโครงการไอเพอร์เกย์ครั้งนี้เป็นการนำเสนอเฉพาะผลเบื้องต้น ส่วนรายละเอียดอื่นๆ นั้นคงต้องรอการวิเคราะห์ผลอย่างละเอียดเพิ่มเติม
โครงการพราวด์

1.การวิจัยโครงการพราวด์ (PROUD)

                   ซึ่งเริ่มในปี 2012 (พ.ศ.2555) เป็นการวิจัยการใช้เพร็บในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายในประเทศอังกฤษที่ต้องการประเมินประสิทธิผลของเพร็บในการนำเอาไปใช้จริงในระบบสาธารณสุขของประเทศอังกฤษ การวิจัยแบ่งอาสาสมัครโดยการสุ่มออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเริ่มใช้เพร็บ (โดยการกินยาทรูวาดาวันละหนึ่งเม็ดตลอดเวลาที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ) ทันทีเมื่อลงทะเบียนเข้าร่วมการวิจัย ส่วนกลุ่มที่สองต้องรอ 12 เดือนก่อนที่จะเริ่มใช้ PrEP สาเหตุที่กลุ่มที่สองต้องรอ 12 เดือนก่อนที่จะเริ่มใช้เพร็บนั้นเพราะระบบสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ ณ เวลาที่การวิจัยนี้เริ่มยังไม่รวมการใช้เพร็บไว้ในระบบบริการและการวิจัยนี้จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้และผลกระทบของเพร็บสำหรับเปรียบเทียบกับการป้องกันวิธีการอื่น  และเนื่องจากเป็นการประเมินการนำเพร็บไปปฎิบัติจริงอาสาสมัครต้องไปรับยาที่คลินิกสุขภาพของรัฐบาลซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับการวิจัยอย่างประหยัดที่สุด
                   อาสาสมัคร 276 คนได้เริ่มใช้เพร็บทันที และอีก 269 คนอยู่ในกลุ่มที่รอ 12 เดือน ในกลุ่มที่ใช้เพร็บทันทีมี 2 คน ที่ตรวจพบว่าติดเชื้อเมื่อลงทะเบียนเข้าร่วมการวิจัยและอีก 7 คนไม่สามารถติดตามได้ ส่วนกลุ่มที่รอ 12 เดือน มี 1 คนที่ตรวจพบว่าติดเชื้อเมื่อลงทะเบียน และ 12 คนไม่สามารถติดตามได้จากการประเมินผลระหว่างโครงการมีอาสาสมัครที่ติดเชื้อทั้งหมด 22 คน 3 คนอยู่ในกลุ่มที่ได้รับเพร็บทันที อีก 19 คน อยู่ในกลุ่มที่รอ 12 เดือนคิดเป็นประสิทธิภาพในการป้องกันเท่ากับ 86% และในเดือนตุลาคมของปีที่ผ่านมา (2557) คณะกรรมการดำเนินการของการวิจัยแนะนำว่าควรเริ่มให้เพร็บแก่กลุ่มที่รอ 12 เดือนทันที โดยไม่ต้องรอการวิเคราะห์ผลต่อ เช่นเดียวกับคณะกรรมการอิสระด้านการติดตามความปลอดภัยและข้อมูลของโครงการที่มีความเห็นสนับสนุนการให้เพร็บแก่อีกกลุ่มทันที
                  การนำเสนออีกโครงการหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เป็นการวิจัยเกี่ยวกับการใช้เพร็บเฉพาะช่วงที่มีเพศสัมพันธ์หรือที่เรียกว่าเพร็บตามต้องการ