โลน

โลน

สาเหตุ เกิดจากเชื้อ Phthirus pubis (crab louse)

ระยะฟักตัว ประมาณ 30 วัน

การติดต่อ โดยการสัมผัสใกล้ชิดทางเพศกับผู้ป่วย

อาการ

ลักษณะคล้ายเหา อาศัยและออกไข่ตามรากขน ชอบดูดเลือด ทำให้คันบริเวณหัวหนาว รอบทวารหนัก หน้าอก ลำตัว รักแร้ ขนตา คิ้ว แต่ไม่พบที่ศรีษะ

หิด (Scabies)

หิด (Scabies)

สาเหตุ เกิดจากตัวไรชนิดหนึ่ง ขื่อ Sarcoptes scabiei

ระยะฟักตัว ประมาณ 2-6 สัปดาห์

การติดต่อ โดยการสัมผัสใกล้ชิด หรือสัมผัสทางเพศ

อาการ

จะมีตุ่มใส และต่มหนองคันขึ้นกระจายทั่วร่างกาย มักจะพบที่ง่ามนิ้วมือ นิ้วเท้า รักแร้ อวัยวะเพศ สะดือ รอบหัวนม ง่ามก้น อาการคันจะเป็ฯมากเวลากลางคืน

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือกลุ่มโรคที่ติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ส่วนใหญ่โดยการร่วมเพศ บางโรคอาจติดต่อโดยการสัผัส หรือถ่ายทอดสู่ลูกทขณะอยู่ในครรภ์ แบ่งตามลักษณะอาการ ดังนี้

แผล ได้แก่ ซิฟิลิส แผลริมอ่อน เริมอวัยะเพศ

ฝี ได้แก่ กามโรคของต่อและท่อน้ำเหลือง หรือ ฝีม่าวง แผลริมอ่อนที่มีภาวะแรกซ้อน

หนอง ได้แก่ หนองใน หนองในเทียม

อื่น ๆ ได้แก่ หูดหงอนไก่ หูดข้าวสุก พยาธิช่องคลอด เชื้อราช่องคลอด โลด หิน

 

ไวรัสตับอักเสบ (Hepatitis)

ไวรัสตับอักเสบ (Hepatitis)

โรคตับชนิดต่างๆ

ตับมีโอกาสเป็นโรคต่างๆได้แก่ โรคตับอักเสบ hepatitis โรคตับแข็ง [cirrhosisมะเร็งตับ [liver cancer] โรคไขมันในตับ [fatty liver] โรคฝีในตับ [liver abscess]

โรคตับอักเสบมี 2 ชนิด

  1. โรคตับอักเสบเฉียบพลัน [acute hepatitis] หมายถึงโรคตับอักเสบที่เป็นไม่นานก็หาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการ 2-3 สัปดาห์โดยมากไม่เกิน 2 เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายขาดจะมีบางส่วนเป็นตับอักเสบเรื้อรัง และบางรายรุนแรงถึงกับเสียชีวิต
  2. โรคตับอักเสบเรื้อรัง [chronic hepatitis] หมายถึงตับอักเสบที่เป็นนานกว่า 6 เดือนจะแบ่งเป็น 2 ชนิด
  • chronic persistent เป็นการอักเสบของตับแบบค่อยๆเป็นและไม่รุนแรงแต่อย่างไรก็ตามโรคสามารถที่จะทำให้ตับมีการอักเสบมาก
  • chronic active hepatitis.มีการอักเสบของตับ และตับถูกทำลายมากและเกิดตับแข็ง
  • สาเหตุของโรคตับอักเสบ
  1. เชื้อไวรัส มีหลายชนิดได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ เอ ,บ,ซี,ดี,อี
  2. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  3. ยาบางชนิด เช่น ยารักษาวัณโรค halothane, isoniazid, methyldopa, phenytoin, valproic acid, sulfonamide drugs. ผู้ป่วยหากได้ acetaminophen (พาราเซ็ตตามอล)ในขนาดสูงมากก็สามารถทำให้ตับถูกทำลายได้
  4. เชื้อโรคบางชนิด เช่น ไทฟอยด์,มาลาเรีย

การอักเสบของตับจะทำให้ตับบวม มีการทำลายเซลล์ตับ ทำให้มีอาการอ่อนเพลียจากการทำงานผิดปกติของตับ หากการอักเสบเกิดขึ้นเป็นเวลานานจะทำให้ตับถูกทำลายมาก และถูกแทนที่ด้วยพังผืด ทำให้ตับมีแผลเป็น และมีลักษณะแข็งเป็นตุ่มๆ แม้ว่าสาเหตุของตับอักเสบจะมีมากมายแต่สาเหตุที่สำคัญคือไวรัสตับอักเสบ ปัญหาโรคตับอักเสบ บี และโรคตับอักเสบเรื้อรังเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศไทยและทั่วโลก การดำเนินของโรคตับอักเสบ บี และโรคตับอักเสบ ซีสามารถดำเนินเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง เป็นตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับ เป็นภาวะที่ก่อให้เกิดการสูญเสียทางครอบครัว ทางเศรษฐกิจเป็นอันมาก ดังนั้นการเข้าใจถึงโรคตับอักเสบ ซึ่งรวมถึงการติดต่อ การดำเนินของโรค การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันการติดต่อซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดูแลและช่วยลดจำนวนผู้ป่วยลง

ไวรัสตับอักเสบมีกี่ชนิด

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ

  1. ผู้ป่วยดีซ่านตาขาวและผิวจะมีสีเหลือง
  2. ฝ่ามือมีสีเหลือง
  3. ปัสสาวะเข้ม
  • ตับอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการที่พบได้บ่อย คือ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ปวดข้อ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร อาจจะพบผื่นตามตัว หรืออาการท้องเสีย บางรายปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งอาการตัวเหลืองตาเหลืองจะหายไป 1-4 สัปดาห์ แต่บางรายอาจนาน 2-3 เดือน ส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติ โรคไวรัสตับอักเสบ บี พบว่าร้อยละ 5-10 เป็นตับอักเสบเรื้อรัง ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซี ร้อยละ 85 เป็นตับอักเสบเรื้อรัง
  • ตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แต่จะมีการทำลายเซลล์ตับไปเรื่อยๆจนเกิดตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับในที่สุดหากสงสัยว่าจะเป็นโรคตับอักเสบท่านควรไปรับการตรวจเลือดเพื่อหาว่ามีการติดเชื้อหรือไม่โดย

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นตับอักเสบ

  1. ตรวจการทำงานของตับ โดยการหาระดับ SGOT[AST],SGPT [ALT]ค่าปกติน้อยกว่า 40 IU/L ถ้าค่ามากกว่า 5-2 เท่าให้สงสัยว่าตับอักเสบ หากพบว่าผิดปกติแพทย์จะขอตรวจเดือนละครั้งติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือนการแปรผลเลือด
  2. การตรวจหาตัวเชื้อ
  • ไวรัสตับอักเสบ เอ ตรวจหา Ig M Anti HAV
  • ไวรัสตับอักเสบ บี ตรวจหา HBsAg ถ้าบวกแสดงว่ามีเชื้ออยู่   Anti HBs ถ้าบวกแสดงว่ามีภูมิต่อเชื้อ  HBeAg ถ้าบวกแสดงว่าเชื้อมีการแบ่งตัว HBV-DNA เป็นการตรวจเพื่อหาปริมาณเชื้อ
  • ไวรัสตับอักเสบ ซี Anti-HCV เป็นการบอกว่ามีภูมิต่อเชื้อ  HCV-RNA ดูปริมาณของเชื้อ
  1. การตรวจดูโครงสร้างของตับ เช่นการตรวจคลื่นเสียงเพื่อดูว่ามีตับแข็งหรือมะเร็งตับหรือไม่
  2. การตรวจชิ้นเนื้อตับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะนำชิ้นเนื้อตับเพื่อวินิจฉัยความรุนแรงของโรคการเลือกใช้ยาจะเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเนื่องจากยามีผลข้างเคียงที่พึงระวังหลายอย่าง ยาที่ใช้อยู่มี interfeon และ lamuvudin
  3. การปฏิบัติตัว
  4. การรักษาตับอักเสบ
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหักโหมในช่วงที่มีการอักเสบของตับ แต่การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอในตับอักเสบเรื้อรังสามารถทำได้
  • งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนอย่างพอเพียง ไม่ต้องดื่มน้ำหวานมากๆ เพราะทำให้ไขมันสะสมที่ตับเพิ่มขึ้นถ้าเป็นไวรัสตับอักเสบเอ และ อี จะหายขาดไวรัสตับอักเสบ บี ร้อยละ 90หายขาด ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซีและ ดี ยังไม่มีข้อมูลผู้ป่วยที่เป็นพาหะคือผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบอยู่ในร่างกายแต่ไมแสดงอาการของตับอักเสบ ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นและต้องมั่นติดตามการดูแลจากแพทย์เป็นระยะๆผู้ป่วยที่เป็นพาหะมักเป็นกับเชื้อบี และ ซี เท่านั้นบุตรที่คลอดจากมารดาที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจะมีโอกาสติดเชื้อได้สูง แต่ปัจจุบันการฉีดวัคซีนให้กับทารกสามารถป้องกันการติดเชื้อได้แม่สามารถให้นมบุตรได้การตรวจการทำงานของตับ ตับอักเสบ ไขมันพอกตับ
  • การป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ การติดเชื้อตับอักเสบ เอจากอาหาร
  • ถ้ามารดาเป็นตับอักเสบจะมีผลอย่างไรต่อบุตร
  • พาหะของโรคจะทำอย่างไร
  • ถ้าเคยเป็นแล้วจะมีโอกาสติดเชื้ออีกหรือไม่

หูดหงอนไก่ (Condyloma acuminata)

หูดหงอนไก่ (Condyloma acuminata)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัส ชื่อ Human papilloma virus

ระยะฟักตัว ประมาณ 3 เดือน

การติดต่อ โดยการร่วมเพศ หรือสัมผัส ทางเพศกับผู้ป่วย

อาการ

เป็นติ่งเนื้ออ่อนสีชมพูคล้ายหงอนไก่

ผู้ชาย มักพบที่ใต้ผิวหนักหุ้มปลาย อวัยวะเพศ เส้นสองสลึง แบะอาจพบบริเวณรอบทวารหนักในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ ทางทวารหนัก

หูดข้าวสุก

หูดข้าวสุก

สาเหตุ เกิดจากเชื้อ poxvirus

ระยะฟักตัว ประมาณ 1 สัปดาห์ ถึง 6 เดือน

การติดต่อ โดยการสัมผัสใกล้ชิด หรือสัมผัสทางเพศ

อาการระยะแรก

จะเป็นตุ่ม ผิวเรียบ ขนาดเล็ก มีสีขาว ตรงกลางตุ่มมีรอยบุ๋ม จำนวนตุ่มที่เกิดขึ้นอาจมีมากหรือน้อยก็ได้ ถ้าใช้เข็มสะกิดตรงกลางแล้วบีบดู จะได้เนื้อหูดสีขาว ๆ มักเป็นที่หัวเหน่า อวัยวะเพศ และโคนขาด้านในอาจพบได้ที่ท้องน้อย

หนองในเทียม (Non-gonococcal Urethritis)

หนองในเทียม (Non-gonococcal Urethritis)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อโรคหลายชนิด แต่ส่วนใหญ่เกิดจาก เชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Chlamydia trachomatis

ระยะฟักตัว ประมาณ 1 – 4 สัปดาห์

การติดต่อ โดยการร่วมเพศ

อาการ

ผู้ชาย จะมีอาการแสบ หรือคันที่ท่อปัสสาวะ ปัสสาวะขัด อาจมีมูกใสหรือขุ่น ส่วนน้อยเป็นหนองมูกหรือหนองมักพบตอนตื่นนอน

ผู้หญิง ส่วนมากมักไม่มีอาการ ส่วนน้อยอาจจะมีตกขาว

แผลริมอ่อน (Chancroid)

แผลริมอ่อน (Chancroid)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทเรีย ชื่อ Haemophilus ducreyi

ระยะฟักตัว ประมาณ 3-7 วัน

การติดต่อ โดยการร่วมเพศ

อาการ

ผู้ชาย จะมีต่อหนองเกิดขึ้นที่อวัยวะเพศ ต่อมาแตกเป็นแผล มักมีหลายแผล ชอบไม่แข็งและไม่เรียบ มีเลือดออก เจ็บปวดมาก บางรายต่อน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวมเป็นฝี เมื่อฝีแตกจะกลายเป็นแผลใหญ่

การรักษา

ให้ใช้ยาอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่

– Ceftriaxone 250 mg ฉีดเข้ากล้าเนื้อครั้งเดียว

– Ciprofloxacin 500 mg วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารนาน 3 วัน

– Erythromycin 500 mg กินวันละ 4 ครั้ง หลังอาหารนาน 7-14 วัน

– Azithromycin 1 gm กินครั้งเดียว

หมายเหตุ

  1. กรณีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบอักเสบ ไม่ว่าจะมีหนองหรือไม่ก็ตาม ควรให้ยาฉีดหรือยากินชนิดใช้ครั้งเดียว แล้วต่อด้วยยา Eythromycin 500 mg กินวันละ 4 ครั้งหลังอาหาร นาน 14 วัน
  2. กรณีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบอักเสบและมีหนองชัดเจน ควรเจาะดูดหนองออกโดยใช้เข็มเจาะผ่านผิวหนังปกติไม่ควรใช้วิธีผ่าหนองออกเหมือนฝีทั่วไป เพราะจะทำให้รอยแผลที่เกิดจากการผ่าหายช้า 3. Azithromycin 1 gm กินครั้งเดียว ขณะท้องว่าง และก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง (*หมายถึงไม่รับประทานสิ่งใดเลย ยกเว้นน้ำเปล่านาน 2 ชั่วโมง)

ซิฟิลิส (Syphilis)

ซิฟิลิส (Syphilis)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Treponema pallidum

ระยะฟักตัว ประมาณ 10-90 วัน

การติดต่อ โดยการร่วมเพศ หรือจากมารดาที่ติดเชื้อซิฟิลิสสู่ทารกขณะตั้งครรภ์

อาการ

มีแผลที่อวัยวะเพศ และอาจเกิดที่อื่น ๆ แผลไม่เจ็บ แม้ไม่ได้รับการรักษาแผลก็หายเองได้ แต่โรคจะมีการดำเนินเข้าสู่ระยะต่อไป มีผื่นขึ้นตามลำตัว ฝ่ามือ ผื่นไม่เจ็บ ไม่คัน ผมร่วม คิ้วร่วง ฯลฯ อาการเหล่านี้จะหายไปเองแต่เชื้อยังมีอยู่ในร่างกายดังนั้น ถ้าตรวจเลือดจะพบว่า “เลือดบวกซิฟิลิส” หากปล่อยทิ้วไว้โดยไม่รักษาโรคจะลุกลามทำลายอวัยวะที่สำคัญของร่างการย เช่น หัวใจ หลอดเลือด สมอง กระดูก ทำให้ร่างกายพิการ และตายได้

*ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซิฟิลิส ส่นใหญ่ไม่มีอาการใด ๆ แต่ตรวจเลือดพบผลผิดปกติที่แสดง่าติดเชื้อซิฟิลิส

การรักษา

ซิซิลิสช่วงต้น (Early syphilis) ได้แก่ ซิฟิลิสระยะที่ 1 (primary syphilis) ซิฟิลิส ระยะที่ 2 (Secondar syphilis) และซิฟิลิสระยะแฝง ไม่เกิน 1 ปี (Earl latent syphilis)

– Benzathine penicillin G 2.4 ล้านยูนิต ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ครั้งเดียว (ให้แบ่งฉีดเข้ากล้ามเนื้อสะโพกข้างละ 1.2 ล้านยูนิต)

– ติดตามและรักษาคู่เพสสัมพันธ์แม่ไม้มีอาการและผลเลือดเป็นลบ

ซิฟิลิสช่วงปลาย (Late syphilis) ได้แก่ ซิฟิลิสระยะแฝง เกิน 1 ปี (Late latent syphilis) แผลซิฟิลิสระยะที่ 3 (late benign gummatous syphilis) ซิฟิลิสระบบหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular syphilis)

– Benzathine penicillin G 2.4 ล้านยูนิต ฉีดเข้ากล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 1 ครั้ง นาน 3 สัปดาห์ ติดต่อกัน (ให้แบ่งฉีดเข้ากล้าเนื้อสะโพกข้างละ 1.2 ล้านยูนิต)

– ให้การรักษาคู่เพศสัมพันธ์หากมีผลเลือดผิดปกติ

เริมอวัยวะเพศ (Genital herpes)

เริมอวัยวะเพศ (Genital herpes)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรั ชื่อ Herpes simplex virus

ระยะฟักตัว ประมาณ 3-14 วัน

การติดต่อ โดยการ่วมเพศ และหรือสัมผัสบริเวณที่มีเชื้อ

อาการ

มักจะมีอาการ แสบ ๆ คัน ๆ นำมาก่อนเล็กน้อย แล้วมีตุ่มใส ขึ้นกระจัดกระจายหรือเป็นกลุ่ม ต่อมาตุ่มจะแตกเป็นแผลแล้วตกสะเก็ดหายไปเองใน 1-2 สัปดาห์ บริเวณที่พบบ่อย ได้แก่ อวัยวะเพศชาย อวัยวะเพศหญิง ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก อาจพบได้ที่ท่อปัสสาวะ ริมฝีปาก และเยื่อบุตา

ผู้ป่วย

ที่ติดเชื้อครั้งแรก จะมีอาการรุนแรงมาก ใช้แวลานานกว่าจะหาย ส่วนผู้ที่เป็นโรคซ้ำ อาการของโรค จะเป็นน้อยและหายเร็ว