ความรู้ สาระน่ารู้ บทความสาระน่ารู้

แนะปรับภาพลักษณ์ ‘PrEP’ ป้องกัน HIV เป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ รู้สึกภูมิใจที่ได้ดูแลตัวเอง

หัวหน้าหน่วยพรีเวนชั่น ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ แนะปรับภาพลักษณ์ของการจัดบริการยาป้องกันการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (เพร็พ) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพและทำให้ผู้ใช้รู้สึกภูมิใจที่ได้ดูแลตัวเองเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้น ชี้หากบอกว่าเพร็พมีสำหรับคนที่มีความเสี่ยงสูงจะเข้าถึงคนจำนวนน้อยเพราะมีไม่กี่คนที่จะยอมรับว่าตัวเองเป็นกลุ่มเสี่ยง พร้อมชูโมเดล “เพร็พพระองค์โสมฯ” ให้องค์กรชุมชนเป็นผู้ออกแบบบริการด้วยตัวเองเพื่อให้สอดคล้องความต้องการและดึงดูดกลุ่มเป้าหมายมารับบริการได้เป็นอย่างดี

พญ.นิตยา ภานุภาค

พญ.นิตยา ภานุภาค หัวหน้าหน่วยพรีเวนชั่น ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวบรรยายในหัวข้อ “สถานการณ์การใช้เพร็พในประเทศไทยรวมทั้งโครงการเพร็พพระองค์โสมฯ” ในงานสัมมนาติดตามความคืบหน้าของการให้บริการเพร็พในประเทศไทยเพื่อเทิดพระเกียรติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสที่ได้ทรงรับการถวายตําแหน่ง UNAIDS Goodwill Ambassador for HIV Prevention for Asia-Pacific ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2562 ที่ผ่านมา โดยฉายภาพให้เห็นว่าประเทศไทยเริ่มนำเพร็พ (การจัดบริการยาป้องกันการสัมผัสเชื้อเอชไอวี) เข้าสู่แนวทางการดูแลป้องกันและรักษาเอชไอวีตั้งแต่ 5 ปีก่อน จนปัจจุบันสามารถทำให้มีผู้ได้รับเพร็พ 7,260 ราย และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะนำร่องอีก 2,000 ราย ขณะที่กลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับเพร็พมีถึง 143,098 รายถึงจะสร้าง Impact ในการควบคุมโรคได้ เท่ากับว่าตัวเลขปัจจุบันยังเป็นเพียง 5% ของเป้าหมาย

“คิดภาพง่าย ๆ เหมือนวัคซีน ถ้ามีคนฉีดวัคซีนแค่ 5% ของประเทศก็ไม่สามารถยุติปัญหาของโรคได้ เช่นเดียวกับเพร็พ ถ้าไม่สามารถทำให้เกิด Herd Immunity ได้ ก็จะไม่สามารถเห็น Impact ในการป้องกันเอชไอวีได้” พญ.นิตยา กล่าว

พญ.นิตยา กล่าวต่อไปว่า แนวทางการให้เพร็พในปัจจุบันมี 3 รูปแบบคือ 1.การให้เพร็พแบบที่ผู้รับบริการจ่ายเงินซื้อเอง ปัจจุบันจัดบริการในคลินิกนิรนาม โดยมีสัดส่วนประมาณ 26% ของผู้รับเพร็พทั้งหมด 2.โครงการเพร็พพระองค์โสมฯ มีรูปแบบการให้บริการผ่านองค์กรชุมชน ปัจจุบันมีสัดส่วน 55%

พญ.นิตยา กล่าวว่า หัวใจสำคัญของรูปแบบนี้คือองค์กรชุมชนเป็นผู้ออกแบบบริการด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นบริการที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การประกาศโดยตรงว่าเป็นการตรวจเอชไอวี เช่น ต้องการให้สาวประเภท 2 เข้ามาตรวจ ถ้าหากบอกให้มาตรวจกันตรง ๆ จะไม่มีใครเข้ามาเพราะเหมือนเป็นการตีตรา ดังนั้นจึงต้องมีการออกแบบบริการที่สาวประเภท 2 ต้องการและหาไม่ได้จากที่อื่นจึงจะสามารถดึงดูดให้เข้ามาตรวจได้ อาทิ การให้ฮอร์โมน การฉีดโบท็อกซ์ แล้วเมื่อกลุ่มเป้าหมายเข้ามารับบริการจึงค่อยเสนอบริการตรวจเอชไอวีไปด้วยเป็นต้น ซึ่งรูปแบบนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการหากลุ่มเป้าหมายและตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้

“ในช่วงปีที่ผ่านมากรมควบคุมโรคทำงานร่วมกับสภากาชาดไทยในการนำเรื่องการให้ชุมชนเป็นผู้ออกแบบการบริการด้วยตัวเอง มีการออกระเบียบว่าด้วยการให้บุคคลสามารถประกอบวิชาชีพเวชกรรมภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพได้ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดสรรเงินงบประมาณจาก สปสช.แก่องค์กรชุมชนในการดำเนินการได้โดยตรง”พญ.นิตยา กล่าว

ส่วนรูปแบบที่ 3.การให้เพร็พโดยหน่วยบริการภาครัฐ มีสัดส่วน 19% ของผู้รับเพร็บทั้งหมด รูปแบบนี้ยังมีข้อจำกัดในด้านเวลา เพราะหลายโรงพยาบาลยังคงผูกเรื่องการให้เพร็บเข้ากับแพทย์ จะต้องพบแพทย์ มีใบสั่งยาจากแพทย์ ทำให้หลายๆแห่งไม่สามารถให้เพร็บภายในวันนั้นได้ จุดนี้เป็นจุดสำคัญเพราะถ้าจะขยายเพร็บให้ได้เป็นแสนๆคนจะมองข้ามจุดนี้ไม่ได้ และคงต้องช่วยกันคิดต่อว่าจะปรับปรุงได้อย่างไร

“สถานการณ์ตอนนี้มาถึงช่วงที่มีการรวบรวมข้อมูลจากรูปแบบต่างๆ และสามารถผลักดันเข้าไปสู่ สปสช.เพื่อนำร่องได้ 2,000 ราย ใน 51 หน่วยบริการ 21 จังหวัด ในจำนวน 2,000 ราย จะมี 850 รายที่ให้บริการผ่านองค์กรชุมชน 9 องค์กรใน 6 จังหวัด และอีก 1,150 รายให้บริการผ่านโรงพยาบาล 43 โรงพยาบาลกับ 2 ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.” พญ.นิตยา กล่าว

พญ.นิตยา ยังตั้งข้อสังเกตอีก 2-3 ประเด็นว่า ในการนำร่อง 2,000 รายนี้มีหลายประเด็นที่น่าจะดูให้ชัดเจน ส่วนตัวอยากเสนอว่าบางจังหวัดที่มีโควต้า 100 รายแล้วกระจายให้ 6 โรงพยาบาลภายในจังหวัด จริงๆแล้วทางจังหวัดน่าจะคุยกันและพิสูจน์โมเดลให้เห็นสัก 1 โมเดลที่เหมาะสมที่สุดว่าควรเป็นรูปแบบใด อาจจะเป็นการให้บริการโดยองค์กรชุมชน การให้บริการโดยโรงพยาบาล หรือแบบผสมโดยให้องค์กรชุมชนคัดกรองส่งต่อโรงพยาบาล เป็นต้น

พญ.นิตยา กล่าวถึงข้อสังเกตต่อมาว่า ประเทศไทยกำลังตกหลุมกับดักที่สร้างกันมาเองหรือไม่ว่าต้อง Target กลุ่มเป้าหมาย ต้องให้เพร็พกับคนที่มีความเสี่ยงสูงจริงๆ ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวอาจจะไม่ยอมรับว่าตัวเองมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นอาจต้องมองภาพของเพร็พใหม่ว่าจะทำให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพได้อย่างไร

“ตรงนี้สำคัญ เพราะถ้าบอกว่าเพร็พมีสำหรับคนที่มีความเสี่ยง ใช้เพื่อลดความเสี่ยง มันจะเข้าถึงคนจำนวนน้อย มีคนน้อยมากที่ยอมรับว่าตัวเองมีความเสี่ยง แต่ถ้าบอกว่าเพร็พเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสุขภาพ กลุ่มเป้าหมายก็จะกว้างขึ้นไป และภาพของเพร็พก็จะเป็นความภูมิใจของผู้ใช้เพราะใช้แล้วรู้สึกว่าเป็นคนที่ดูแลสุขภาพ มากกว่าเป็นสิ่งที่อับอายหากต้องใช้เพราะเท่ากับยอมรับว่าตัวเองเป็นกลุ่มเสี่ยง”พญ.นิตยา กล่าว

พญ.นิตยา กล่าวทิ้งท้ายว่า การดำเนินการเรื่องเพร็พยังทำให้เกิดคำถามว่าถุงยางอนามัยว่าจะลดความสำคัญลงหรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะทำให้ สปสช.เพิ่มความสำคัญกับเรื่องการรณรงค์เรื่องถึงยางอนามัย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ช่องทางการการกระจายถุงยาง การกระจายบริการ ฯลฯ ควบคู่กับการให้บริการเพร็พไปพร้อมกัน

 

ที่มา : https://www.hfocus.org/content/2019/12/18133

สปสช.คาด 1 ม.ค. 63 เริ่มให้บริการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัส

thumbnail

สปสช.เตรียมพร้อมสิทธิประโยชน์การป้องกันการติดเชื้อ HIV ก่อนสัมผัส (PrEP) คาดเริ่มให้บริการได้ 1 ม.ค. 2563 ชี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น มีการบ้านให้ทำอีกมาก ทั้งการวิจัยประเมินผล รณรงค์สร้างความเข้าใจและสนับสนุนให้ใช้ถุงยางอนามัยอย่างกว้างขวาง เชื่อกวาดกลุ่มเป้าหมายความเสี่ยงสูงได้ 2,000 รายตามเป้า

นพ.รัฐพล เตรียมวิชานนท์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวบรรยายหัวข้อ “นโยบายและสิทธิประโยชน์ทางการจัดบริการยาป้องกันการสัมผัสเชื้อเอชไอวี” ในงานสัมมนาติดตามความคืบหน้าของการให้บริการเพร็พในประเทศไทยเพื่อเทิดพระเกียรติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสที่ได้ทรงรับการถวายตําแหน่ง UNAIDS Goodwill Ambassador for HIV Prevention for Asia-Pacific ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2562 ที่ผ่านมา โดยระบุว่าที่ประชุมคณะกรรมการ สปสช. มีมติเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2562 เห็นชอบปรับปรุงรายการสิทธิประโยชน์การป้องกันการติดเชื้อก่อนสัมผัส (Pre-Exposure Prophylaxis หรือ PrEP) ซึ่งเบื้องต้นให้นำร่องในกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ HIV จำนวน 2,000 ราย โดย สปสช.ตั้งใจว่าวันที่ 1 ม.ค. 2563 ที่จะถึงนี้ หน่วยบริการที่ลงทะเบียนน่าจะพร้อมให้บริการได้

นพ.รัฐพล กล่าวว่า การเพิ่มสิทธิประโยชน์นี้ คณะกรรมการ สปสช.มีข้อห่วงใยและต้องการให้เป็นความยั่งยืนของระบบ โดย 1.ให้นำร่องแค่ 2,000 ราย และมีเงื่อนไขว่าต้องมีการวิจัยประเมินผลเพื่อติดตามปัจจัยความสำเร็จของผู้ติดเชื้อรายใหม่และการมีส่วนร่วมของเป้าหมาย 2.ต้องทำเรื่องการรณรงค์พฤติกรรมและมีการสนับสนุนให้ใช้ถุงยางอนามัยอย่างกว้างขวาง เพราะยังมีข้อห่วงใยว่าจะทำให้การใช้ถุงยางอนามัยมีปัญหาหรือไม่ พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ เช่น มี PrEP แล้วความรู้สึกของผู้รับบริการอาจรู้สึกว่ามีอะไรก็ได้เพราะมียาป้องกันแล้ว และ 3.ต้องมีการรณรงค์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ PrEP และประสิทธิภาพการป้องกัน

“เพราะฉะนั้นการบ้านใหญ่ๆนอกจากเรื่อง PrEP แล้วก็คือการรณรงค์เรื่องถุงยางอนามัย เรายังมีช่องว่างเรื่องถุงยางอนามัยประมาณ 100 ล้านชิ้น สปสช.และกรมควบคุมโรคสนับสนุนถุงยางอนามัยประมาณ 30-40 ล้านชิ้น มีถุงยางที่ผลิตขายในเชิงพาณิชย์อีก 70 ล้านชิ้น แต่มีความต้องการประมาณ 200 ล้านชิ้น ก็เป็นการบ้านว่าตัวเลขนี้ใช่หรือไม่และจะทำอย่างไรกับตัวเลขนี้ รวมทั้งเรื่องความเข้าใจที่ถูกต้องเพราะเมื่อไหร่ที่ประกาศว่า PrEP เป็นสิทธิประโยชน์ คนที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงจะเดินเข้ามาหาแล้วเราจะให้ PrEP หรือไม่ ถ้าจะให้คนทั้ง 45 ล้านคน งบประมาณไม่เพียงพอแน่นอน แต่อย่างน้อยกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง 1.5 แสนคน ควรเข้าถึง PrEP และต้องมีระบบติดตามประเมินผลที่เข้มแข็ง

สำหรับสิทธิประโยชน์การป้องกันการติดเชื้อก่อนสัมผัสนี้ จะประกอบด้วย 1.ยา Tenofovir และ Emtricitabine 2.Initial PrEP Counseling and Education 1 ครั้ง/ปี 3.Additional HIV test 4ครั้ง/ปี 4.Creatinine 2 ครั้ง/ปี 5.HBs profile (Ag) 1 ครั้ง/ปี 6.การตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 2 ครั้ง/ปี 7.Pregnancy test for women 1 ครั้ง/ปี 8. Maintenance support (counseling) 5 ครั้ง/ปี และ 9.ถุงยางอนามัย ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือว่าจะแจกอย่างไรให้เหมาะสมกับกลุ่มเสี่ยงแต่ละกลุ่ม

นพ.รัฐพล กล่าวต่อไปว่า สำหรับพื้นที่และหน่วยบริการที่จะนำร่องให้บริการ PrEP ในปี 2563 จะคัดเลือกโดยกองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค จำนวน 51 แห่งใน 21 จังหวัด โดยหลักเกณฑ์คือต้องเป็นหน่วยบริการในระบบของ สปสช. ต้องเป็นหน่วยบริการที่เคยให้บริการ PrEP ต้องมีความพร้อมในการให้บริการทั้งด้านบุคลากรและระบบบริการ โดย สปสช.จะใช้ขั้นตอนในการปฏิบัติงานของกรมควบคุมโรคคือขอให้เป็น Daily PrEP ก่อน และจะเปิดลงทะเบียนหน่วยบริการรอบเดียวในต้นปีงบประมาณ 2563 หรือหากจำเป็นต้องเพิ่มหน่วยบริการจะพิจารณาอีกครั้งกลางปีงบประมาณ

“ในเรื่องของ PrEP กำลังเริ่มต้น เรามีความตั้งใจจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ ความยากไม่ได้อยู่ที่ PrEP แต่ยากตรงการติดตาม ซึ่งอาจมีหลุดไปบ้าง หรือมีช่องว่างอื่นๆ เช่น เวลาแจ้งผลเราไม่ได้ประเมินพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งอาจต้องพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการเพื่อให้ติดตามได้ หรือนโยบายบอกว่า 2,000 รายแต่มาเกินแบบนี้ก็เป็นช่องว่าง หรือถ้ากลุ่มเป้าหมายมีการย้ายที่อยู่ ข้อมูลของหน่วยบริการก็ต้องเชื่อมโยงถึงกันได้ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นความยากในการออกแบบระบบ รวมทั้งประเด็นการวิจัยประเมินผลว่าใช้ PrEP แล้วจะทำให้การใช้ถุงยางอนามัยจะลดลงหรือไม่ การทานยาของคนไข้เป็นอย่างไร และกลุ่มเป้าหมาย 2,000 รายจะทำได้หรือไม่ แต่เราค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นตัวเลขที่ทำได้” นพ.รัฐพล กล่าว

แหล่งที่มา : http://nhsonews.com/index.php/news/content/680

Be Proud! รู้จักจุดเริ่มต้นและความหมายของ LGBT Pride เตรียมตัวก่อนไปร่วมงานพาเหรด

ธงสีรุ้งนับร้อยพลิ้วไหวตามจังหวะเพลงและเสียงเชียร์อันกึกก้อง ป้ายข้อความมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Love is love, Proud to me! และผู้คนจำนวนมากที่ดูแตกต่าง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเดินขบวนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT Pride หรือที่นิยมเรียกกันว่า Pride Parade) ที่ไม่เพียงจัดขึ้นทุกปีที่เมืองต้นกำเนิดงานอย่างมหานครนิวยอร์ก แต่ยังรวมไปถึงเมืองต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นลอนดอน โตเกียว มุมไบ ฮานอย รวมทั้งกรุงเทพมหานครของเราในช่วงปลายปีนี้

เบื้องหลังภาพความสนุกสนานของ LGBT Pride ในปัจจุบันเริ่มต้นจากการถูกเลือกปฏิบัติ ถูกใช้ความรุนแรง และการถูกตีตราว่าคนกลุ่ม LGBT มีความผิดปกติทางจิต จนในยุคก่อนครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ชาว LGBT คิดว่าการเปิดเผยตนเองและการแต่งงานกับคู่รักของตนคงเป็นเพียงแค่ความฝัน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์จลาจลสโตนวอลล์ (Stonewall Riots) อันเป็นจุดเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ไม่เพียงส่งผลต่อชุมชนชาว LGBT ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อชาว LGBT ทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

ช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปีที่มีข่าวเดินขบวน LGBT Pride จากฝั่งอเมริกา และโซนประเทศยุโรปในช่วงฤดูร้อน เชื่อว่าใครหลายคนก็คงตั้งคำถามอยู่ในใจว่า ทำไมพวกเขาต้องใส่เสื้อผ้าแฟนซีมาเฉลิมฉลองกัน ในเมื่อหลายประเทศเหล่านั้นก็มีกฎหมายรับรองการแต่งงานสำหรับคนรักเพศเดียวกันแล้ว

หรือแม้กระทั่งคำถามที่ว่า ทำไมไม่มี Straight Pride (การเดินขบวนสำหรับคนรักต่างเพศ) รวมถึงความคิดที่ว่าทำไมต้องเฉลิมฉลองในความแตกต่างนี้

จุดเริ่มต้นของ LGBT Pride จากการจลาจลสโตนวอลล์

ในปี ค.ศ. 1969 เป็นช่วงที่คนรักเพศเดียวกันนั้นถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย รวมทั้งการแต่งกายไม่ตรงกับเพศกำเนิดถือเป็นเรื่องที่ผิดในสังคม การได้ใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยเป็นตัวของตัวเอง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ และเสี่ยงต่อการถูกจับกุมในบาร์ Stonewall Inn ย่านกรีนวิช วิลเลจ ที่มีเจ้าของเป็นมาเฟียนั้น เป็นสิ่งที่คุ้มค่าสำหรับชาว LGBT ในสมัยนั้น  

เช้ามืดของวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1969 ตำรวจมาตรวจบาร์ตามปกติ แต่สิ่งที่ต่างจากปกตินั้นคือผู้คนในบาร์ขัดขืนการเลือกปฏิบัติของตำรวจ เพราะที่ผ่านมาคนเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อที่ถูกกลั่นแกล้งและทำให้อายเพียงเพราะพวกเขาเป็นตัวเอง การจลาจลปะทุขึ้นจากความรุนแรงระหว่างสองฝ่าย จนขยายวงกว้างออกมาบนถนนบริเวณหน้าบาร์ ทั้งตำรวจและฝูงชนก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนเหตุการณ์คืนนั้นค่อยๆ ยุติลง โดยคืนต่อมานั้นจำนวนผู้ชุมนุมก็มากขึ้นหลายพันคน

เหตุการณ์จลาจลสโตนวอลล์ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่ชาว LGBT ยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพทางเพศ ไม่ยอมจำนนต่อการถูกละเมิดสิทธิ รวมทั้งกล้าประกาศตัวตนว่าตัวเองแตกต่างบนท้องถนน คำว่า Gay Power! ถูกส่งเสียงตะโกนอย่างกึกก้องในเช้ามืดวันนั้น หลังจากที่ต้องคอยหลบซ่อนตัวตนมาโดยตลอด แม้การเคลื่อนไหวทางสิทธิของชาว LGBT จะเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่เหตุการณ์จลาจลสโตนวอลล์เสมือนเป็นแรงผลักดันร่วมที่สำคัญ ซึ่งส่งผลต่อผู้คนที่ได้เห็นข่าวผ่านหน้าโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ทั่วโลก

เหตุการณ์ครั้งนี้นำมาสู่การเดินขบวนเรียกร้องสิทธิสำหรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT Pride March) ครั้งแรกในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1970 ที่เมืองนิวยอร์ก และอีก 3 เมืองใหญ่อย่าง ลอสแอนเจลิส ซานฟรานซิสโก และชิคาโก เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สโตนวอลล์

Viet Pride 2016 เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม

Pride Month เดือนแห่งความภาคภูมิใจ

LGBT Pride ในเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกาจัดในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์จลาจลสโตนวอลล์ และเป็นการเฉลิมฉลอง Pride Month 

ค.ศ. 2000 ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ได้ประกาศให้เดือนมิถุนายนเป็น ‘เดือนแห่งความภูมิใจของชาวเกย์และเลสเบี้ยน’ (Gay & Lesbian Pride Month) และใน ค.ศ. 2009 ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ประกาศให้เดือนมิถุนายนเป็น ‘เดือนแห่งความภาคภูมิใจของชาวหลากหลายทางเพศ’ (Lesbian, Gay, Bisexual, and Transgender Pride Month) เพิ่มการตระหนักรู้ถึงความหลากหลายในกลุ่ม LGBT

เมืองต่างๆ ทั่วโลกนั้นจะมีตารางการจัด LGBT Pride แตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของสภาพอากาศ รวมถึงวันสำคัญต่อชุมชน LGBT ในประเทศนั้น

ประเทศในยุโรปจะจัดงานช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนกันยายน ในปี 2017 หลายเมืองก็ประกาศวันจัด LGBT Pride แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Pride in London (8 กรกฎาคม 2017) Pride Amsterdam (29 กรกฎาคม 2017) ส่วนในทวีปเอเชียนั้น Tokyo Rainbow Pride จัดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว Taiwan LGBT Pride (28 ตุลาคม 2017) และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Metro Manila Pride (24 มิถุนายน 2017) ถือว่าเป็น LGBT Pride ที่ยาวนานที่สุดในอาเซียน ซึ่งจัดมาแล้วกว่า 20 ปี แต่ทั้งนี้เมืองต่างๆ ทั่วโลกก็ร่วมแสดงความภาคภูมิใจในช่วงเดือนมิถุนายนด้วยเช่นกัน

Pink Dot 2015 ของสิงคโปร์ ซึ่งมีชื่อที่ล้อกับชื่อเล่น ‘Red Dot’ ของประเทศ

Straight Pride งานแห่งความภูมิใจของคู่รักชายหญิง

แม้ LGBT Pride ทั่วโลกนั้นจะไม่มีการกีดกันคนรักต่างเพศไม่ให้เข้าร่วมเดินขบวน รวมถึงทำกิจกรรมต่างๆ แต่ในช่วงปลายยุค 1980s กลุ่มอนุรักษนิยมในสหรัฐอเมริกาที่ไม่เห็นด้วยกับ LGBT Pride ก็ตั้งคำถามว่า ทำไมไม่มีการเฉลิมฉลองของคนรักต่างเพศในขบวน LGBT Pride บ้าง

ใน ค.ศ. 1990 จึงมีการจัด Straight Pride (ความภาคภูมิใจของคนรักต่างเพศ) ขึ้นที่บริเวณมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ แอมเฮิร์สต์ รัฐแมสซาชูเซตส์ โดยกลุ่มที่มีชื่อว่า Young Americans for Freedom ที่มีผู้เข้าร่วม 50 คน แต่ขณะเดียวกันมีผู้คัดค้านงานนี้กว่า 500 คน

ในละในปี ค.ศ. 2015 มีการจัด Heterosexual Pride ในเมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน โดยมีผู้เข้าร่วมขบวนเพียงหนึ่งคนซึ่งก็คือ ‘ศิลปิน’ ผู้จัดงานนั่นเอง   

ปัจจุบันแม้แนวคิดอนุรักษนิยมจากชาวรักต่างเพศ (บางกลุ่ม) จะยังคงมีอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มคนรักเพศตรงข้ามและสนับสนุนสิทธิของชาว LGBT ซึ่งชาว LGBT เรียกคนกลุ่มนี้ว่า ‘พันธมิตร’ หรือ ‘Ally’ โดยบางครั้งจะมีการใช้ตัวย่อ LGBTIQA ซึ่งหมายถึง Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender, Intersex, Queer/Questioning  และ Ally แต่ในหลายกรณีนั้น A ใน LGBTIQA จะหมายถึง Asexual ได้เช่นกัน

หนึ่งในกลุ่มพันธมิตรผู้คอยสนับสนุนสำคัญที่เราจะเห็นจากขบวนพาเหรดหลายแห่ง ก็คือบรรดาผู้ปกครอง พวกเขามักเดินขบวนพร้อมป้ายข้อความ เช่น “Proud of my gay son” และ “Proud of my lesbian daughter and her wife” เป็นการแสดงออกถึงการเข้าใจ การยอมรับ และความภาคภูมิใจในตัวตนของลูก  

เพราะไม่ว่าลูกจะแตกต่างจากบรรทัดฐานของสังคม แต่ก็ยังเป็นลูกคนหนึ่งของพวกเขานั่นเอ

ธงสีรุ้ง สัญลักษณ์แห่งความหลากหลายและความภูมิใจ

หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของ LGBT Pride ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของชาว LGBT ก็คือ ‘ธงสีรุ้ง’ ซึ่งออกแบบสร้างสรรค์โดยกิลเบิร์ต เบเกอร์ (Gilbert Baker) ศิลปินและนักเคลื่อนไหวชาว LGBT หลังจากฮาร์วีย์ มิลก์ (Harvey Milk) นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวผู้เปิดเผยตนเองว่าเป็นเกย์ท้าทายนายกิลเบิร์ตให้สร้างสัญลักษณ์ของชุมชน LGBT เพื่อใช้ในการเดินขบวน

ธงสีรุ้งผืนแรกที่ย้อมสีด้วยมือถูกใช้ในงาน Gay Freedom Day Parade ที่เมืองซานฟรานซิสโก ปี ค.ศ. 1978 มีทั้งหมด 8 สี แต่ละสีมีความหมาย ได้แก่ สีชมพูเฉดฮอตพิงก์ (เพศ), สีแดง (ชีวิต), สีส้ม (การเยียวยา), สีเหลือง (แสงอาทิตย์), สีเขียว (ธรรมชาติ), สีเทอร์ควอยส์ (ศิลปะ), สีน้ำเงินคราม (ความปรองดอง) และสีม่วง (จิตวิญญาณของมนุษย์)

นายกิลเบิร์ตเคยให้สัมภาษณ์กับ CBS Chicago ถึงธงสายรุ้งว่า  

“สายรุ้งเป็นสิ่งสวยงามของธรรมชาติ แสดงถึงสีทุกสีรวมทั้งสีที่เรามองไม่เห็นด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับเป็นตัวแทนของคน เพราะแต่ละคนก็เป็นเหมือนสีที่หลากหลาย ประกอบไปด้วยเพศสภาพ เชื้อชาติ อายุ ศาสนา”     

หลังจากนั้นไม่นานธงสีรุ้งก็เหลือเพียง 6 สี ตามที่ใช้อยู่ปัจจุบัน สีชมพูแบบฮอตพิงก์ถูกตัดออก เพราะผ้าสีนี้หายากและมีราคาสูง ส่วนสีเทอร์ควอยส์ถูกปรับเฉดให้เป็นสีฟ้า และสีน้ำเงินครามก็ถูกตัดออก เพื่อให้สามารถเดินขบวนแบ่งสีอย่างสมดุลกัน

Metro Manila Pride 2016 เมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

ฉลองความเท่าเทียมและการไม่เลือกปฏิบัติ

เดิมทีนั้น LGBT Pride เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศที่จะมีสิทธิเสรีภาพ และได้รับการปกป้องคุ้มครองจากรัฐอย่างเท่าเทียม จนกระทั่งช่วงหลัง ค.ศ. 1991 ถึงปัจจุบัน LGBT Pride ไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองถึงชีวิตของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศอีกด้วย ซึ่งเหตุผลของการเฉลิมฉลองนั้นก็หลากหลายแตกต่างกันไป

“อนาคตที่ไร้การเลือกปฏิบัติ และทุกคนมีสิทธิทางกฎหมายเท่าเทียมกัน” (“Heritage of Pride works toward a future without discrimination where all people have equal rights under the law.”) เป็นทั้งเหตุผลและจุดมุ่งหวังที่ผู้จัด NYC Pride ยังคงจัดงานนี้ รวมถึงผู้จัด LGBT Pride ที่อื่นๆ ด้วยเช่นกัน แม้นิวยอร์กจะอนุญาตให้คนรักเพศเดียวกันแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (Equal Marriage) ได้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 แต่ก็ยังมีการเลือกปฏิบัติต่อชาว LGBT รวมทั้งการใช้ความรุนแรงตั้งแต่การทำร้ายร่างกายจนถึงการฆาตกรรม อีกทั้ง NYC Pride ยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์การต่อสู้ที่สืบต่อมาจากเหตุการณ์จลาจลสโตนวอลล์อีกด้วย

เพราะจะว่าไปแล้ว มีเพียง 22 ประเทศจากหลายร้อยประเทศทั่วโลกเท่านั้น ที่มีกฎหมาย Equal Marriage แม้ว่ายุคนี้จะเป็นศตวรรษที่ 21 แล้วก็ตาม

สร้างพื้นที่ ‘เปิด’ ให้ LGBT

LGBT Pride เป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัย (safe space) สำหรับชาว LGBT เพราะไม่ใช่ LGBT ทุกคนจะเติบโตมาในครอบครัวที่ให้การยอมรับ หรือได้ใช้ชีวิตในสังคมที่เปิดกว้าง ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน ที่ทำงาน ศาสนา หรือกลุ่มเพื่อน บางคนไม่สามารถเปิดตัว (come out) กับที่บ้านได้ แต่ LGBT Pride ทำให้พวกเขาได้พบปะกับชาว LGBT คนอื่นๆ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตซึ่งกันและกัน  

LGBT Pride หลายๆ แห่ง นอกจากการเดินขบวนแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมอื่นๆ เช่น การฉายหนัง การจัดสัมมนา และหากมองย้อนกลับไปในอดีตก่อนยุคที่โซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชันต่างๆ จะเป็นที่นิยม การได้พบปะคนที่มีตัวตนเหมือนตัวเราในสังคมคงไม่ใช่เรื่องง่าย

LGBT Pride จึงเสมือนเป็น ‘พื้นที่’ เปิดเผยตัวตนและทำให้เห็นถึงความหลากหลายของชาว LGBT ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เพื่อสร้างการยอมรับในสังคม เนื่องจากในหลายๆ สังคมยังไม่มีการบอกเล่าถึงเรื่องราวของพวกเขาในสื่อกระแสหลัก หรือการเสนอภาพแทนของคนกลุ่มนี้ในสื่อ (representation) ด้วยตัวละครที่ไม่มีมิติ และผลิตภาพซ้ำ เช่น กะเทยต้องเป็นตัวตลก ไบเซ็กชวลต้องเป็นคนเจ้าชู้ ครอบครัวคนรักเพศเดียวกันไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ดี รสนิยมทางเพศไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เป็นต้น     

นอกจากสีรุ้งทั้ง 6 เฉดสีนี้จะเป็นสีสันหลักของ LGBT Pride การแต่งกายสุดแฟนซีราวกับงานคาร์นิวัลที่เห็นได้ตามภาพข่าวทุกปีเองก็เป็นอีกสีสันความสนุกของงานเช่นกัน และไม่ใช่ทุกคนในขบวนพาเหรดจะใส่ชุดแฟนซีเท่านั้น ผู้เข้าร่วมงานสามารถเลือกใส่เสื้อผ้าที่สะท้อนถึงตัวตนของตัวเองมากที่สุด หลายคนเลือกใส่ชุดประจำวัน หรือขบวนจากภาครัฐใน LGBT Pride ของหลายๆ เมือง จะใส่ชุดเครื่องแบบ ทั้งตำรวจ ทหาร นักดับเพลิง หมอ และพยาบาล ที่สวมชุดมาเต็มยศ มีทั้งที่เปิดเผยตัวตนว่าเป็นหนึ่งในชาว LGBT และเพื่อสนับสนุนเพื่อนพี่น้องชาว LGBT อย่างภาคภูมิใจ

Phuket Pride ปี 2015 จัดที่บริเวณหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

LGBT Pride ในประเทศไทย

กว่า 11 ปีแล้วที่ LGBT Pride ครั้งสุดท้ายถูกจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ใน ค.ศ. 2006 ก่อนหน้านั้นมีการเดินขบวนอยู่หลายปี แต่ส่วนมากผู้เข้าร่วมมักเป็นนักกิจกรรม ชาวเกย์และกะเทยในแวดวงบาร์ และธุรกิจเกี่ยวกับเกย์ที่จัดโดยภาคธุรกิจ ซึ่งยังไม่ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ รวมทั้งยังไม่มีการประชาสัมพันธ์ที่เข้าถึงประชาชนมากนัก

และที่ผ่านมายังมีการจัด IDAHOT (International Day Against Homophobia, Transphobia and Biphobia) หรือ ‘วันสากลยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ และคนรักสองเพศ’ ที่ตรงกับวันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี และที่จังหวัดภูเก็ตก็มีการจัด Phuket Pride มาตลอดทุกปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1999 โดยผู้ร่วมขบวนเป็นพนักงานจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกย์และกะเทยในหาดป่าตอง และชาวต่างชาติเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีความพยายามในการเดินขบวน LGBT Pride ที่เชียงใหม่เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 แต่ถูกขัดขวางจากผู้ต่อต้าน จนไม่สำเร็จและยกเลิกงานไป

Viet Pride 2015 เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม

นิยาม LGBT Pride ด้วยตัวคุณเอง

แท้จริงแล้วนิยามของ LGBT Pride ที่มีจุดหมายในการเปิดเผยตัวตน และแสดงออกถึงความภาคภูมิใจก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เพราะตัวงานอาจจะไม่ถูกจริตถูกใจชาว LGBT และผู้ร่วมสนับสนุนไปเสียทุกคน บางคนมองว่าไม่ตอบโจทย์ในการดำเนินชีวิต เพราะยังไม่สามารถเปิดเผยตัวตนในที่สาธารณะได้ด้วยเหตุผลเรื่องครอบครัวหรืออาชีพการงาน แต่ทุกคนก็สามารถเลือกวิธีที่จะแสดงความภาคภูมิใจของตัวเองออกมาได้ในหลายวิธี

THE STANDARD ชวนคุยกับเหล่านักกิจกรรม LGBT ชาวไทยที่มีโอกาสได้เข้าร่วม LGBT Pride ทั้งไทยและต่างประเทศ มาพูดถึงนิยามของงาน และสิ่งที่อยากเห็นใน LGBT Pride ของไทย     

“Pride คือความภาคภูมิใจ ทุกคนมีสิทธิที่จะภูมิใจ ไม่ว่าจะอยู่จุดไหนก็สามารถภูมิใจได้ สามารถขยายความภูมิใจนี้ ทำในรูปแบบไหนก็ได้… ปัญหาคือคนไทยไม่อยากเปิดตัว น้อยคนที่จะกล้าออกมาแสดงความภาคภูมิใจในที่สาธารณะ อาจเพราะเกรงใจที่บ้าน แต่แค่มีใจอยากทำ อยากแสดงออก ก็ลุกขึ้นมาทำเลย” สุไลพร ชลวิไล นักวิชาการและนักกิจกรรมอิสระ     

“Pride คืองานที่ชาว LGBT ออกมาแสดงออกถึงความภาคภูมิใจ แต่ที่ผ่านมาเหมือนเป็นงานจัดตั้ง ไม่ใช่ว่ารู้สึกภูมิใจแล้วออกมาเดินขบวน ไม่เหมือนที่อื่นๆ ที่เกิดมาจากการถูกกดทับร่วมกันเลยออกมาเดินขบวน… Pride มันมาจากความภาคภูมิใจ ต้องหาแก่นของเราให้เจอ แล้วนำมาแสดงร่วมกันให้คนอื่นได้เห็น” ดนัย ลินจงรัตน์ ผู้อำนวยการสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย     

“Pride คืองานให้ทุกคนได้มาร่วมกัน สร้างการยอมรับในสังคม เป็นพื้นที่ให้ LGBT มีตัวตน… คาดหวังว่าจะได้เห็น Pride ที่เป็นงานสำหรับทุกคน อยากให้เป็นงานที่ทุกคนภูมิใจ ให้ทุกคนมาร่วมกัน เป็นเพื่อน เป็นครอบครัว และทำให้เกิดการยอมรับอย่างเท่าเทียมกัน” นิกร อาทิตย์ ประธานองค์กรบางกอกเรนโบว์

แล้วคุณล่ะ อยากเห็น LGBT Pride แบบไหนในเมืองไทย?

ที่มา : https://thestandard.co/news-world-come-out-lgbt-pride-before-bangkok-pride-2017/?fbclid=IwAR2T7YlZibE2h8m6PRRPUqlwvsrxQHFC89eb68a_KrRKMDp1euMZR_6SdDk

จากงานวิจัย ไปสู่การนำไปใช้….จากหิ้งสู่ห้าง

               
                เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาที่เราเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับผลการวิจัย โครงการไอเพร็ก ที่ศึกษาในกลุ่มชายรักชาย พบว่าการรับประทานยาต้านไวรัสในคนที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวีนั้น สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 43%  ทำให้งานวิจัยดังข่าวได้รับการกล่าวขวัญอย่างมาก โดยเฉพาะในต่างประเทศ และมีอีกหลายงานวิจัยที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับ PrEP  หรือการให้คนที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี ทานยาต้านไวรัสทุกวันเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี  ซึ่งก็มีงานวิจัยที่ได้ผลและไม่ได้ผลออกมา
                อย่างไรก็ตามองค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติให้ใช้ยาต้านไวรัสตัวหนึ่ง มีชื่อทางการค้าว่า “ยาทรูวาด้า” ให้เป็นวิธีหนึ่งในการป้องกันเอชไอวี แต่การทานยานี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และควรใช้ร่วมกับวิธีอื่นๆด้วยเช่น ใช้ถุงยางอนามัย ตรวจเอชไอวีเป็นประจำ หรือการตรวจรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นต้น สำหรับประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีการอนุมัติให้นำยาทรูวาด้ามาใช้เพื่อการป้องกัน แต่ใช้เพียงแค่การรักษา
                จึงจะขอนำเสนอบทความหนึ่งเกี่ยวกับประสบการณ์จากการรับประทานยาทรูวาด้าเพื่อการป้องกันเอชไอวี โดยบทความนี้อยู่ในเวปไซด์ของเครือข่าย Test Positive awareness ซึ่งผู้เขียนชื่อ อลัน จอห์นสัน โดยเขาเป็นคนทำงานอยู่ในวงการสาธารณสุข ที่ได้พูดถึงประสบการณ์ของตนเองเมื่อได้ทานยาทรูวาด้าเป็นระยะเวลาหนึ่งเพื่อป้องกันตัวเองที่น่าสนใจดังนี้
 
การตัดสินใจเริ่มรับประทานยา
                การตัดสินใจที่จะเริ่มทานยาดังกล่าว เขาได้ถามตัวเองมากมายหลายคำถาม เช่นตัวเขาเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่? เขาจะได้รับผลข้างเคียงจากการทานยานี้มั้ย? เขาจะทำอย่างไรต่อความกลัวและการตีตราที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไปซื้อยา และหากมีคนเห็นเขาทานยา หรือเห็นฉลากยาตกที่ในอพาร์ทเมนท์จะเป็นอย่างไร คนอื่นจะคิดว่าเขาเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่?
                หลังจากที่ตัวเขาเองได้รวบรวมคำถามทั้งหมดที่สงสัยแล้ว เขาจึงวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่าหากเขาจะทานยาเพื่อป้องกัน และได้ไปปรึกษาผู้ดูแลสุขภาพ (หรือแพทย์ประจำตัว) เขาได้พูดคุยเกี่ยวกับทัศนคติเรื่องการมีคู่ของเขา ที่อาจไม่ได้เป็นความสัมพันธ์แบบคู่นอนคนเดียว หรือความสัมพันธ์แบบไม่ได้ผูกขาดกับคนใดคนหนึ่ง และตัวเขาเองคิดว่าเขาไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยกับคู่นอนประจำทุกครั้ง เนื่องจากคบกันมานาน หลังจากได้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่สุขภาพแล้ว เขาจึงตัดสินใจที่จะเริ่มทานยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันเอชไอวีหรือวิธีเพร็พ (PrEP) โดยก่อนที่จะเริ่มทานยา เขาได้ตรวจเลือดที่รวมถึงการตรวจเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดี แพทย์จึงสั่งยาให้เขาเริ่มทานยาได้
ประสบการณ์หลังจากการรับประทานยา
                จนถึงปัจจุบัน เขาได้ทานยามาแล้วเป็นเวลา 10 เดือน เขาไม่มีอาการจากผลข้างเคียงของยาแบบรุนแรง มีแค่ในช่วง 2-3 วันแรกหลังจากทานยา เขารู้สึกนอนไม่ค่อยหลับ แต่หลังจากนั้นก็สามารถหลับได้ ปัจจุบันได้ทานยามาเป็นเวลาเกือบปีแล้ว มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เริ่มทานยามาจนถึงปัจจุบัน เขาไม่ลืมที่จะทานยาเลย มีเพียงครั้งหนึ่งที่ทานช้าไป เพราะออกไปทำธุระเป็นเวลาหลายชั่วโมงโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า จึงทำให้การทานยาครั้งนั้นช้าไป
                เขาตั้งใจที่จะรับประทานยาอย่างเคร่งครัด เพราะเขารู้ว่าการทานยาต้านไวรัสก่อนการสัมผัสเชื้อจะใช้ได้ผล ก็ต่อเมื่อต้องทานยาทุกวัน เขาจึงพกยาติดตัวตลอดเวลา 2-3เม็ดและจะใช้ไอโฟนเตือนเมื่อถึงเวลาทานยา เขาเชื่อว่าความมีวินัยในการทานยาของเขาจะช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะมี และมันก็เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจที่จะมีเพศสัมพันธ์ ตั้งแต่เริ่มการรับประทานยา เขายังได้พูดคุยเกี่ยวกับการทานยานี้กับคู่นอน และพบว่าทำให้การพูดคุยเกี่ยวกับสถานะเอชไอวีเป็นสิ่งที่ง่ายขึ้น และสะดวกใจที่จะพูดคุยอย่างเปิดเผยกับคู่นอนในเรื่องเทคนิคการป้องกันเอชไอวีเมื่อเริ่มมีความสัมพันธ์กัน และบางครั้งก็พูดเกี่ยวกับซีดีสี่และปริมาณไวรัสของพวกเขาด้วย
อนาคตต่อไป
                ก่อนที่เขาจะเขียนบทความนี้ เขาได้แบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับ PrEP กับเพื่อนสนิทและคู่นอน ผลตอบรับที่ได้เป็นสิ่งที่ดี มันช่วยไม่ให้เกิดการตีตรา ความกลัวหรือการปฏิเสธจากสังคม อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้หมายความว่า การใช้ PrEP นี้สำหรับทุกคน แต่ PrEP เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และจำเป็นที่ต้องทำงานร่วมกันกับถุงยางอนามัย การลดความเสี่ยง และการป้องกันตนเองเป็นต้น และตัวเขาเองก็คิดว่าจะใช้ PrEP นี้ไม่นาน โดยอีกสัก 2- 3ปีต่อไป เขาคิดว่าตนเองจะสร้างครอบครัวและมีความสัมพันธ์แบบคู่คนเดียว และในภาพใหญ่ที่หวังไว้คือเอชไอวีสามารถรักษาได้ และคนรุ่นใหม่จะไม่ติดเชื้อเอชไอวี
                บทความนี้เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ส่วนหนึ่งจากการรับประทานยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อหรือ PrEP โดยผู้เขียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้นำวิธีการดังกล่าวมาสู่การปฏิบัติ เนื่องจากยังต้องหาแนวทางและการกำกับดูแลในระดับนโยบาย ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ Safe Sex ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญและควรปฏิบัติอย่างยิ่งเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ส่วนวิธีการใหม่ๆที่ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยนั้นเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีวิธีการใดมาเป็นตัวช่วยเพื่อให้เราและคนรุ่นหลังได้ปลอดภัยจากเอชไอวี
นวัตกรรมแห่งการป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวี

นวัตกรรมแห่งการป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวี

              >> เมื่อกล่าวถึงเรื่องการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี สำหรับประชาชนโดยทั่วๆไปซึ่งเป็นที่ทราบกันถึงวิธีการป้องกันเอชไอวีจากการรณรงค์ที่ผ่านมาหลากหลายวิธี เช่น “ ไม่สำส่อนทางเพศ ” หรือการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนเพียงคนเดียวซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าถ้าทุกคนทำได้โรคเอดส์คงไม่แพร่ระบาดดังเช่นทุกวันนี้เป็นแน่ “ การตรวจเลือดก่อนแต่งงาน ” เพื่อทราบสถานะของการติดเชื้อเอชไอวีก่อนแต่งงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่ แต่กระนั้นก็ไม่เป็นการรับรองได้ว่าจะไม่มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีในอนาคต “การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอน” ก็ยังคงเป็นเรื่องยากสำหรับคนส่วนใหญ่ในทางปฏิบัติ “การไม่ใช้เข็มและกระบอกฉีดยาร่วมกันในผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด” ในบางพื้นที่ก็ยังทำได้ยาก เช่นพื้นที่บนดอยสูงและทุรกันดาร ดูเหมือนว่ายังคงมีเหตุผลมากมายที่ยังคงเปิดโอกาสให้เชื้อเอชไอวียังแพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน เรียกได้ว่าคนในสังคมเรามีความรู้แต่ในทางปฏิบัตินั้นยังทำได้ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ นักวิทยาศาสตร์สุขภาพได้ใช้ความพยายามอย่างหนักในการคิดค้นวิธีการต่างๆ เพื่อจัดการกับปัญหาโรคเอดส์ทั้งพัฒนาวิธีการ รวมถึงตัวยาที่ใช้ในการรักษาและวิธีการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ เพื่อลดอัตราการเกิดผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ให้น้อยที่สุด ดังเป้าหมายในการป้องกันโรคเอดส์โลก ไว้ในปีพ.ศ.2556 ว่า “ Getting to Zero:เอดส์ลดให้เหลือศูนย์ ” ไม่ติด ไม่ตาย ไม่ตีตรา

          >> สำหรับบทความนี้จะขอนำเสนออีก นวัตกรรมแห่งการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยและยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องสิ่งนั้นคือสารป้องกันการติดเชื้อหรือที่เรียกกันติดปากในภาษาอังกฤษว่า Microbicide ” ไมโครบิไซด์ ” เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำหรับป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการศึกษาวิจัย ไมโครบิไซด์ คือ สารที่มีคุณสมบัติป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ใช้เฉพาะที่ คือช่องคลอดหรือทวารหนัก โดยมีส่วนผสมเป็นยาต้านไวรัสที่มุ่งหมายว่าจะสามารถป้องกันการติดเชื้เอชไอวีได้ ไมโครบิไซด์ได้รับความสนใจอยากกว้างขวางจากกลุ่มคนทำงานด้านเอดส์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรี นักวิทยาศาสตร์และผู้หญิงจำนวนมาก เนื่องจากกลุ่มคนทำงานด้านมิติหญิงชายและสิทธิสตรีมองเห็นว่าไมโครบิไซด์นี้จะเป็นอีกทางเลือกในการป้องกันที่สำคัญอันจะนำมาซึ่งเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยของผู้หญิงและคู่ รวมไปถึงกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและกลุ่มสาวประเพศสองซึ่งมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

         >> เป็นที่ทราบกันดีว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักซึ่งไม่มีสารคัดหลั่งตามธรรมชาติก่อให้เกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อภายในช่องทวารหนักได้ง่ายเป็นสาเหตุของการแพร่และรับเชื้อเอชไอวีได้ง่ายขึ้น หากไม่มีการใช้ถุงยางอนามัย หรือแม้แต่ใช้ถุงยางอนามัยแต่ไม่มีการใช้สารหล่อลื่น หรือใช้สารหล่อลื่นที่ผิดประเภทก็สามารถทำให้ถุงยางอนามัยเกิดการฉีกขาดในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้เช่นกัน สารไมโครบิไซด์ที่กำลังดำเนินการศึกษาอยู่ขณะนี้เป็นสารที่ใช้สอดหรือทาทาง ช่องคลอดหรือทวารหนัก มาในหลายหลายรูปแบบเช่น เจล ครีม แผ่นฟิล์มบางๆ หรืออาจเป็นอุปกรณ์ซึ่งมีส่วนผสมของสารป้องกันการติดเชื้อ ปัจจุบันมีโครงการศึกษาวิจัยไมโครบิไซด์ในทวีปอัฟริกา และสหรัฐอเมริกา เฉพาะในทวีปอัฟริกามีโครงการศึกษาวิจัยใหญ่ๆอยู่ถึง 4 โครงการ และทางสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เองก็ได้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยไมโครบิไซด์อยู่ 1 โครงการ โดยเป็นโครงการที่ศึกษาในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และสาวประเภทสอง โครงการวิจัยนี้จะเริ่มรับอาสาสมัครในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยและการยอมรับได้ต่อการใช้เจลไมโครบิไซด์ทางทวารหนัก โดยจะเปรียบเทียบกับการรับประทานยาเม็ดที่ชื่อว่ายาทรูวาด้า โครงการนี้ทำอยู่ในหลายประเทศ ซึ่งที่ประเทศไทยนี้ทำ 2 แห่งคือที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มช.และที่คลินิกชุมชนสีลม กรุงเทพที่ผ่านมา กระแสของการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เพื่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยที่ให้เคยรณรงค์ในเรื่อง การซื่อสัตย์และรักเดียวใจเดียว และการใช้ถุงยางอนามัยนั้น พบว่ายังคงไม่สามารถลดอัตราการติดเชื้อเอชไอวีและการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ การระบาดยังมีอยู่มาก ทั้งนี้อาจเนื่องจากผู้หญิงส่วนใหญ่ขาดอำนาจการต่อรองในการใช้ถุงยางอนามัยกับคู่ หรือแม้แต่ในชายที่มีเพศสัมพันธ์ หรือสาวประเภทสองที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก และมีการระบาดของโรคเอดส์สูงในกลุ่มนี้ คงจะเป็นการดีหากมีทางเลือกอื่นให้กับพวกเธอและเขาเหล่านั้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องตัวเองให้รอดพ้นจากโอกาสแห่งการได้รับเชื้อเอชไอวีต่อไป

ไวรัสเอชพีวีกับชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย

 ” เชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) “ เป็นเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อย สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์และการสัมผัสบริเวณที่ติดเชื้อ โดยสามารถทำให้เกิดความผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศและบริเวณทวารหนักได้ ทั้งในชายและหญิง  โดยที่เชื้อนี้ มีมากกว่า 40 สายพันธุ์ และอย่างน้อย 13 สายพันธุ์ เป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูง
              smiley เป็นที่รู้กันดีว่าเชื้อเอชพีวี เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกในหญิง ซึ่งปัจจุบันได้มีการส่งเสริมการฉีดวัคซีนให้กับเด็กหญิงทุกคนในหลายประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นมะเร็งเปากมดลูกเมื่อโตขึ้น  แม้แต่ในชายที่มีเพศสัมพันธุ์กับชาย ก็เริ่มมีความกังวลว่าอาจทำให้เกิดมะเร็งทวารหนัก และในบางประเทศ ก็มีการแนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้ในเด็กชายด้วย
              smiley สำหรับในเมืองไทย วัคซีนเอชพีวี ยังไม่มีบริการฉีดให้ประชาชนทั่วไป แม้ว่าจะมีการรณรงค์ให้ฉีดในหญิง แต่การเข้าถึงวัคซีนโดยยังคงจำกัด เนื่องด้วยราคาที่ยังค่อนข้างสูง   สำหรับในกลุ่ม ประชากรชายที่มีเพศสัมพันธุ์กับชายซึ่ง มีประชากรกลุ่มจำนวนค่อนข้างมาก (ประมาณ 3% ของชายอายุ 15-49ปี)  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา แต่ข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้กลับมีน้อย จึงยังไม่มีคำแนะนำให้มีการฉีดวัคซีนนี้ในชาย ทำให้มีความสำคัญที่ต้องศึกษาเชื้อ HPV ในประชากรกลุ่มนี้ เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งทวารหนักในอนาคต
              smiley  การศึกษาในกรุงเทพ พบว่า ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย มีการติดเชื้อเอชพีวีจำนวนมาก โดยพบการติดเชื้อเอชพีวีทุกสายพันธุ์ ถึง 85%  และ ติดเชื้อสายพันธุ์ที่มีความเสียงสูงถึง 58%  โดยพบว่ามีการติดเชื้อเอชพีวีในกลุ่มที่ติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วยสูงกว่าผู้ไม่ติดเชื้อเอชไอวี
              smiley  สำหรับการศึกษาของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2555-2556 ทำการศึกษาในชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายที่อายุมากกว่า 18 ปี จำนวน 200 คน พบว่า พบการติดเชื้อเอชพีวีทั้งหมด  80%  โดยพบว่าผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี มีการติดเอชพีวีร่วมด้วยสูงถึง 100% ในขณะผู้ที่ไม่ทราบผลเอชไอวีพบการติดเอชพีวี 86.% และ ผู้ที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวีพบการติดเชื้อเอชพีวี  70%  ในสายพันธุ์ที่มีความเสียงสูงต่อการเป็นมะเร็ง พบความชุกของ ผู้ติดเชื้อเอชพีวีที่มีความเสี่ยงต่อการก่อมะเร็งสูงถึง 67% และพบว่าผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ก็มีการติดเชื้อเอชพีวีชนิดนี้สูงกว่าอีกสองกลุ่มเช่นกัน  และเมื่อทำการตรวจสอบสายพันธุ์ พบว่าสายพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุดคือ สายพันธุ์ HPV16  และรองลงมาคือ HPV58 และ 51 ตามลำดับ
              smiley  จากการศึกษา เราจะเห็นได้ว่าในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย  พบการติดเชื้อ HPV ทางทวารหนักสูงมาก และยังพบสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสูงเช่นกัน จึงมีความจำเป็นที่ควรส่งเสริมให้เด็กชายทุกคนได้รับการฉีดวัคซีน HPV เพื่อป้องกันการติดเชื้อนี้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในทวารหนักในอนาค อีกทั้งยังช่วยป้องกันการส่งต่อเชื้อไปยังคู่นอนไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายด้วยกันเอง

ขั้นตอนง่ายๆกับการตรวจเลือดเอชไอวี

ขั้นตอนง่ายๆกับการตรวจเลือดเอชไอวี
                  หลายๆคนเดินเข้ามาที่คลินิกแล้วบอกว่า “ขอตรวจเลือดเอชไอวี และขอผลเร็วๆ ได้มั้ยครับ ขอไม่เกิน 30 นาที”
ความจริงแล้วการตรวจเลือดเอชไอวีนั้น เป็นอะไรที่ค่อนข้างอ่อนไหวในด้านความรู้สึก หากผลเอชไอวีเป็นลบอาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่หากผลเป็นบวกคงต้องมีอะไรที่ต้องทำต่อหรือคิดต่อแน่นอน ดังนั้นการตรวจเลือดเอชไอวีที่พิมานนั้น จึงมีขั้นตอนดังนี้
                  1. ตรวจสอบคุณสมบัติผู้มาตรวจเลือด ที่พิมานคลินิกจะรับตรวจเฉพาะเกย์ สาวประเภทสองหรือชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายเท่านั้น และที่สำคัญอายุต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 18 ปี
                  2. ขอความยินยอมก่อนการตรวจเลือด เนื่องจากการตรวจเลือดเอชไอวีนั้น ต้องเป็นความสมัครใจของตัวผู้ตรวจเอง ดังนั้นเจ้าหน้าที่พยาบาล จะอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการตรวจเลือดและผลจากการตรวจเลือด ให้เข้าใจก่อน จากนั้นจึงขอให้ผู้มารับบริการลงชื่อว่าสมัครใจในการตรวจเลือด เพื่อแสดงว่าเป็นความสมัครใจจากผู้รับบริการ และเข้าใจกระบวนการจริงๆ
                  3. ให้คำปรึกษาก่อนการตรวจเลือด การตรวจเอชไอวีนั้น การเข้าใจถึงผลเลือด พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ และการวางแผนหลังจากทราบผลนั้นถือว่ามีความสำคัญมาก ดังนั้นพยาบาลจะให้ความสำคัญมากต่อการให้การปรึกษาก่อนที่จะตรวจเลือด เพื่อให้ผู้รับบริการเข้าใจและประเมินการตัดสินใจและความพร้อมที่จะตรวจเลือดอีกครั้ง ขั้นตอนนี้หาผู้รับบริการยังไม่พร้อม ก็สามารถตัดสินใจที่จะไม่ตรวจเลือดได้
                  4. การตรวจเลือดเอชไอวีโดยวิธีรู้ผลเร็ว ขั้นตอนนี้พยาบาลจะเจาะเลือดประมาณ 3 ซีซี และตรวจเอชไอวีด้วยวิธีรู้ผลเร็ว ผลการตรวจจะมี 2 แบบคือ Reactive และ Non-Reactive โดยหากพบว่าผลตรวจเป็น Reactive คือสงสัยว่าอาจมีการติดเชื้อทางเจ้าหน้าที่ต้องนำเลือดที่เจาะไปตรวจยืนยันต่ออีกวิธีโดยตรวจที่ห้องปฏิบัติการ ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 7 วันในการกลับมาฟังผล หากเป็น Non-reactive แสดงว่าอาจจะไม่มีการติดเชื้อ ทั้งนี้พยาบาลจะพูดคุยเพื่อประเมินว่าเป็นระยะฟักตัวหรือไม่ในขั้นตอนที่ 3
                  5. การให้คำปรึกษาหลังการตรวจเลือด หลังจากผลเลือดออกแล้ว พยาบาลจะแจ้งผลการตรวจให้กับผู้รับบริการทราบถึงผล โดยหากผลเป็น Non- reactive ทางเจ้าหน้าที่จะแจ้งผลและพูดคุยถึงแผนในการลดความเสี่ยงและทำอย่างไรเพื่อให้ผลเป็นลบต่อไป แต่หากผลเป็น Reactive ก็จะแจ้งผลโดยประเมินความรู้สึก ความคิดและวางแผนร่วมกันในการดำเนินต่ออย่างไร และที่สำคัญคือการกลับมาฟังผลยืนยันอีกครั้งในอีก 7 วัน
                   
                ***หากผลยืนยันแสดงว่ามีการติดเชื้อเอชไอวี (เอชไอวีบวก) พยาบาลจะให้คำปรึกษาเกียวกับการดูแลตนเอง การป้องกันตนเองไม่ให้แพร่เชื้อ สิทธิการรักษา และแนวทางการปฏิบัติตัว

รุกกับรับ ใครเสี่ยงกว่ากัน?

” หลายคนอาจจะสงสัยว่าบทบาททางเพศ ระหว่างฝ่ายรุกกับฝ่ายรับ แบบไหนมีความเสี่ยงต่อการติดเอชไอวีมากกว่ากัน มีคำตอบให้ครับ “

ขอบคุณวิดีโอจากอดัมส์เลิฟครับ  ไปหาคำตอบกันเลย!! ฟิ้ว!!

HPV คืออะไร?

HPV คืออะไร?

HPV คือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งทำให้เกิดโรคหูด ซึ่งถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ต้องระมัดระวังอีกโรคหนึ่ง เรามาทำความรู้จักและวิธีป้องกันโรคนี้กันเถอะ ขอบคุณวิดีโอจากอดัมส์เลิฟครับ