ข่าวสาร แจ้งข่าวสาร สาระสำคัญ

ศึกษาดูงานจาก Management of Antiretroviral Treatment and Long term adherence to ART

วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 เวลา 13.00-15.00 ทีมคณะผู้เข้าอบรมจากทาง สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ร่วมกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ อยู่ระหว่างการอบรมหลักสูตร จำนวน 27 ท่าน ได้เข้ามาศึกษาดูงานเรื่อง Pre-Exposure Prophylaxis (PrEP) ที่พิมานคลินิก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยวิทยากรคือ อ.พญ.ขวัญหทัย แก้วปู่วัด เป็นผู้บรรยาย

ศึกษาดูงานจาก Management of Antiretroviral Treatment and Long term adherence to ART
ศึกษาดูงานจาก Management of Antiretroviral Treatment and Long term adherence to ART
ศึกษาดูงานจาก Management of Antiretroviral Treatment and Long term adherence to ART

ตอนนี้พิมานมี PEP และ PrEP บริการแล้วน่ะครับ!!!

                          **หากท่านสนใจซื้อยา PEP หรือ PrEP

สามารถมารับบริการที่พิมานได้แล้วน่ะครับ ท่านจะได้รับการตรวจจากแพทย์  ได้รับการตรวจเลือด และพูดคุยปรึกษากับพยาบาล จากนั้นสามารถรับยากลับไปรับประทานได้ ภายในวันเดียวกัน… 

ค่าใช้จ่าย PEP  600 บาท ,ส่วน  PrEP 300 บาท/ขวด หากท่านสนใจสามารถโทรศัพท์มาปรึกษาได้ครับที่ เบอร์โทร   053 211363 หรือ line add    @piman

สหรัฐ อนุญาตให้เพศเดียวกัน สามารถแต่งงานกันได้

                     เกิดกระแสไปทั่วโลกเมื่อเกิดเทรนด์ใหม่ชาวสังคมโซเชี่ยลต่างพากันเปลี่ยน รูปโปรไฟล์สีรุ้ง รวมไปถึงแอคเคานท์คนดังอย่าง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเฟซบุ๊ก และแอคเคานท์ทางการของทำเนียบขาว เพื่อแสดงความยินดีเชิงสัญลักษณ์ให้กับคู่รักกลุ่มคนรักร่วมเพศ
                    เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2558 ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา ออกมาระบุว่า ศาลสูงสหรัฐฯได้มีคำตัดสินเห็นชอบให้คู่รักที่เป็นเพศเดียวกัน สามารถแต่งงานกันได้ทั่วทั้ง 50 รัฐในสหรัฐฯ ถือเป็นชัยชนะสำหรับอเมริกา โดยชาวอเมริกันทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการปกป้องโดยเท่าเทียมกันตามกฎหมาย และทุกคนควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือเขาจะรักใคร 
                    ทั้งนี้ ศาลสูงสหรัฐได้มีมติ 5-4 เห็นชอบต่อการสมรสระหว่างผู้ที่มีเพศเดียวกัน โดยระบุว่าคนเหล่านี้มีสิทธิโดยชอบตามรัฐธรรมนูญที่จะทำการสมรส อย่างไรก็ตาม จากคำพิพากษาดังกล่าว ส่งผลให้การแต่งงานระหว่างคู่รักที่เป็นเพศเดียวกัน สามารถทำได้ทั่วทุกรัฐในสหรัฐฯ ตามหลักแห่งความเท่าเทียมกันสำหรับสิทธิในการแต่งงาน ซึ่งได้สร้างความยินดีและดีใจของเหล่าคู่รักเพศเดียวกันที่มารอฟังคำตัดสินในครั้งนี้
                   ดังนั้นทาง Facebook เอง ก็ได้มีการร่วมฉลองกิจกรรมดังกล่าวด้วย ด้วยการสร้างเครื่องมือให้ผู้ใช้สามารถปรับโทนสีของรูปโปรไฟล์ Facebook เป็นสีรุ้งได้ง่ายๆ โดยการเปิดให้ สมาชิก User ได้ใส่ filter สีรุ้ง กับรูปโปรไฟล์ของตนเองที่มีอยู่เดิม เพื่อเป็นการร่วมแสดงความยินดีกับกลุ่มคนที่รักร่วมเพศที่สามารถแต่งงานได้อย่างถูกต้องตามกฏหมายแล้ว
                   หลายคนอาจสงสัยว่า การแต่งงานสำหรับเพื่อนชาว LGBT (Lesbian Gay Bisexual Transgender) สำคัญอย่างไร? ตอบสั้นๆ ว่า มันคือ ‪‎สิทธิที่เท่าเทียม‬ และ ความรักที่เท่าเทียม‬กัน
                   ในฐานะลูกผู้หญิงที่แต่งงานกับผู้ชาย บางทีเราอาจมองข้ามประโยชน์ของการจดทะเบียนสมรส การออกกฏหมายอนุญาตให้ชาว LGBT แต่งงานกันได้ ‪เพื่อให้คู่สมรสเพศเดียวกันได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม‬ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ ‪‎จดทะเบียนสมรส‬ การดูแลเรื่อง ‪‎ทรัพย์สิน‬-‪‎มรดก‬-‪บุตร‬ หรือแม้กระทั่งสิทธิที่คู่สมรสควรจะได้รับ เช่น ‪‎สิทธิในการรักษาพยาบาลที่คุ้มครองทั้งครอบครัว‬
หากไม่ได้แต่งงานอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ชาว LGBT จะไม่ได้รับสิทธิเหล่านี้เลย ทั้งๆ ที่เค้าก็รักกันจริง และอยู่ร่วมกันจริง
 

นายกฯลักเซมเบิร์กแต่งงานกับคู่รักเกย์

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com
 
นายเซเวียร์ เบตเตล นายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์กวัย 42 ปี ได้เข้าพิธีแต่งงาน
กับนายโกธิเยร์ เดสเตเนย์ สถาปนิกชาวเบลเยียมแล้วเมื่อวานนี้ (15 พ.ค.)
          ทำให้กลายเป็นผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปคนแรกที่แต่งงานกับคู่รักเพศเดียวกันระหว่างดำรงตำแหน่ง และเป็นผู้นำ ประเทศคนที่ 2 ของโลกที่มีการแต่งงาน กับคู่รักเพศ เดียวกัน ซึ่งพิธีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ศาสนจักรโรมันคาทอลิกในประเทศ อนุญาตให้การแต่งงานเกย์เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ พิธีดังกล่าวจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย  ท่ามกลางแขกราว 100 คน โดย หนึ่งในแขกที่ได้รับเชิญในครั้งนี้ ได้แก่ นายชาร์ลส์ มิเชล นายกรัฐมนตรีเบลเยียม ที่ได้กล่าวว่าการแต่งงานครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่โดยแท้จริง ขณะที่ผู้สื่อข่าวซึ่งเป็นแขกอีกคนหนึ่งก็กล่าวว่า ลักเซมเบิร์กได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีความก้าวหน้าทางสังคมกว่าอีกหลายประเทศ รัฐสภาลักเซมเบิร์กได้ผ่านกฎหมายอนุญาตให้มีการแต่งงานระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว และการแต่งงานคู่แรกก็เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคมปีนี้ จนนายเบตเตลและนายเดสเตเนย์เป็นคู่รักคู่ล่าสุดที่เข้าพิธี
           อย่างไรก็ตาม นายเบตเตลไม่ใช่ผู้นำโลกคนแรกที่เข้าพิธีแต่งงานกับคู่รักเกย์ เพราะเมื่อปี 2010 นางโจฮันนา ซิเกอร์ดาร์ทร์ ประธานาธิบดีไอซ์แลนด์ในขณะนั้น ได้แต่งงานกับแฟนสาวนักเขียนมาแล้ว ซึ่งไอซ์แลนด์ไม่ใช่สมาชิกสหภาพยุโรป  หลังจากนี้ นายเบตเตลและนายเดสเตเนย์จะจัดพิธีเฉลิมฉลองเป็นการส่วนตัวกับแขกอีกราว 500 คน ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ แต่ยังไม่เดินทางไปฮันนีมูน เนื่องจากตารางงานที่ค่อนข้างยุ่งของนายเบตเตล ที่กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านและชิงตำแหน่งประธานคนใหม่ของสหภาพยุโรปในวันที่ 1 กรกฎาคมที่จะถึงนี้
 

กระฉ่อนโลก!! วิวาห์หมู่ ครั้งแรกของโลก 3เกย์ไทย…รัก3ชาย

วิวาห์หมู่กระฉ่อนโลก-3เกย์หนุ่มไทย จัดงานที่ อุทัยธานี เปิดชีวิต รัก3ชาย

        โด่งดังไปทั่วโลก 3 เกย์ไทยแต่งงานชื่นมื่น เว็บไซต์ข่าวต่างประเทศประโคมข่าวใหญ่ ระบุเป็นการวิวาห์ชายหมู่ 3 คนครั้งแรกของโลกทีเดียว เผย 3 หนุ่ม “โจ๊ก-อาร์ท-เบล”  จัดงานวิวาห์กันที่อุทัยธานี เปิดใจโจ๊กพบรักกับอาร์ทก่อน  เมื่อ 5 ปีก่อน จากนั้นก็พบกับเบลก็ทำใหความรักของหนุ่มทั้ง 3 เบ่งบานขึ้น หลังจากรู้ว่าเบลป่วยเป็นโรคร้าย โจ๊ก-อาร์ท  จึงตัดสินใจขอ “เบล” แต่งงาน
          เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรื่องราวความรักของ 3 ชายหนุ่มชาวไทยโด่งดังไปทั่วโลก เมื่อเว็บไซต์มิร์เรอร์ของอังกฤษรายงานถึงชีวิตของหนุ่มชายรักชายชาวไทย 3 คน ได้แก่ นายโจ๊ก อายุ 29 ปี นายเบล อายุ 21 ปี และนายอาร์ท อายุ 26 ปี ที่กำลังเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วอินเตอร์เน็ต ว่า หลังจากที่พบกันเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนแล้ว ทั้งหมด ก็คบหากัน และล่าสุดได้ตัดสินใจเข้าพิธีสมรสที่บ้านพักในจังหวัดอุทัยธานีไปแล้ว โดยถือว่าเป็นบุคคลกลุ่มแรกของโลก ที่แต่งงานพร้อมกัน 3 คน
          ตามรายงานของเว็บไซต์อังกฤษระบุว่า “อาร์ท” เป็นหนุ่มเชียงใหม่ พบกับ “โจ๊ก” ซึ่งมาจากอุทัยธานีก่อน เนื่องจากว่ามีงานที่ต้องทำด้วยกัน ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนพัฒนากลายไปเป็นความรัก แล้วก็ตัดสินใจอยู่ด้วยกันนับตั้งแต่นั้นมา ก่อนจะได้พบกับ “เบล” ซึ่งขณะนั้นเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยพิษณุโลก เอกการจัดการอยู่ แล้วหลังจากนั้นทั้งหมดก็รู้ซึ้งทันทีว่า พวกเขามีความรักให้กัน  และกันจริงๆ
          ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ความรักของหนุ่มทั้ง 3 ก็ยิ่งเบ่งบานขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ “เบล” ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเพราะโรคร้ายบางอย่าง ทำให้พวกเขายิ่งรู้สึกว่าไม่อยากแยกจากกันไปไหน “โจ๊ก” และ “อาร์ท” จึงได้ขอ “เบล” แต่งงานในเวลาต่อมา โดยทั้งหมดได้ขออนุญาตพ่อแม่ของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว

          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขณะนี้สังคมไทยบางส่วนอาจจะยังไม่ค่อยยอมรับเรื่องความรักของคนเพศเดียวกันมากนัก หรืออาจจะยังไม่มีกฎหมายที่รองรับการแต่งงานลักษณะนี้ แต่อาร์ท โจ๊ก และเบล ก็ยังสามารถเดินหน้าวันแห่งความสุข ของพวกเขาได้ตามหลักพุทธศาสนา พร้อมทั้งยืนกรานว่าถึงอย่างไรความรักก็ยังคงเป็นความรักอยู่วันยังค่ำ แม้ว่าหลายคนอาจจะตกใจและไม่เห็นด้วย แต่ก็ยังมีคนไทยอีกกลุ่มที่เข้าใจและอวยพรให้ทั้งหมดรักกันไปตราบนานเท่านาน “เดี๋ยวนี้สังคมไทยเราเริ่มเข้าอกเข้าใจคนรักร่วมเพศมากขึ้นแล้ว อย่างที่เราจะเห็นออกสื่อผ่านโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือ โซเชี่ยลเน็ตเวิร์กบ่อยๆ ว่าคนพวกนี้แต่งงานกันอย่างเปิดเผย ทำให้เรา 3 คนมั่นใจ และรู้สึกเป็นที่ยอมรับมากขึ้น” โจ๊กกล่าว 

ที่มา
หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Chiang Mai Pride Month "Pride Together : Human is One"

Chiang Mai Pride Month “Pride Together : Human is One”

          หลายประเทศทั่วโลกกำหนดให้เดือนมิถนายนเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองความสำคัญและบทบาททางสังคมของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender and Intersex (LGBTI) Pride Month ชมภาพการเฉลิมฉลองบางส่วนได้ที่นี่
“สิทธิความหลากหลายทางเพศถือเป็นสิทธิมนุษยชนเช่นกัน” สถานกงสุลสหรัฐอเมริกา เชียงใหม่ร่วมกับมูลนิธิเอ็มพลัส มูลนิธิหยดธรรม และคระวิจิตรศิลป์ หมาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมจัดงานเฉลิมฉลองสิทธิความหลากหลายทางเพศขึ้นในวันนี้ ในหัวข้อ “Pride Together : Human is One” โดยมีการแสดงละครเวที นิทรรศการภาพถ่ายโดายคุณนราธิป อดิเรกเกียรติ และฉายภาพยนตร์เรื่อง “พิจารณา” โดยคุณภาณุ แสง-โต

          The month of June is recognized in countries around the world as Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender and Intersex (LGBTI) Pride Month. Here’s a sampling of the celebrations across the globe : https://goo.gl /ikVG7G
LGBTI Right are Human Rights. For Pride Month 2017, the Consulate co-hosted an event with MPlus Foundation, Dhammadrops, and Faculty of Fine Arts, Chiang Mai University at House of Photography. Our therme was “Pride Together : Human is One” and featured a play, Chiang Mai Pride poto exhibitio from photographer Thanathip Adirekkiet, and a film screening of Consider by Panu Saeng-Xuto.

ไขข้อข้องใจ HPTN 083

โครงการวิจัย ” การศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิผลในระยะที่ 2บี/3 แบบปกปิดทั้ง 2 ด้านของยาคาโบทีกราเวียร์แบบฉีด เปรียบเทียบกับยาทีโนโฟเวียร์ ดิสพร๊อกซิล ฟูมูเรต/เอ็มทริซิทาบีน (ทีดีเอฟ/เอฟทีซี) แบบรับประทานทุกวัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัส ในชายตามเพศกำเนิดและสาวประเภทสองที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี โดยมีเพศสัมพันธ์กับชาย”
” A Phase 2b/3 Double Blind Safety and Efficacy Study of Injectable Cabotegravir Compared to Daily Oral Tenofovir Disoproxil Fumarate/Emtricitabine (TDF/FTC), For Pre-Exposure Prophylaxis in HIV Uninfected Cisgender Men and Transgender Women who have Sex with Men ” Version 1.0, 02 February, 2016

HPTN 083 คืออะไร?

HPTN 083 เป็นการวิจัยทางคลินิกขนาดใหญ่ชิ้นแรกในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีด้วยการฉีดยาที่ออกฤทธิ์ได้นาน โครงการวิจัยจะศึกษาว่าการฉีดยาต้านไวรัสคาโบทีกราเวียร์ที่ออกฤทธิ์ได้นาน 1 ครั้งทุก 8 สัปดาห์ จะสามารถป้องกันคนจากการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างน้อยเท่ากับการรับประทานยาต้านไวรัสแบบเม็ดที่รับประทานทุกวันเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็นการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัส (PrEP) ตัวยาเม็ด มีชื่อว่ายาทรูวาด้า ซึ่งประกอบด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีสองชนิด ได้แก่ ยาเอ็มตริไซตาบีนและยาทีโนโฟเวียร์ ไดโซพรอกซิล ฟูมาเรต (TDF/FTC)

การศึกษาวิจัยนี้ทำที่ใดบ้าง?

การศึกษานี้จะทำในหน่วยวิจัยหลายๆ แห่งในประเทศอาร์เจนตินา ประเทศบราซิล ประเทศอินเดีย ประเทศเปรู ประเทศแอฟริกาใต้ ประเทศไทย ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศเวียดนาม

องค์กรใดบ้างที่มีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยนี้?

โครงการ HPTN 083 เป็นโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนร่วมจากสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NIAID) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) และวีไอไอวี เฮลท์แคร์ โดยวีไอไอววี เฮลท์แคร์และบริษัทกิลเลียด ซายด์เป็นผู้สนับสนุนยาโครงการวิจัย

ทำไมถึงมีการศึกษาวิจัยนี้?

สำหรับคนที่มีสุขภาพดีและไม่ติดเชื้อเอชไอวี การรับประทานยาเม็ดทุกวันอาจเป็นเรื่องท้าทาย การพัฒนาทางเลือก (alternative agent) สำหรับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัส (PrEP)จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการป้องกัน ยาที่ออกฤทธิ์ระยะยาวอย่างยาคาโบทีกราเวียร์มีแนวโน้มที่จะป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีโดยไม่ต้องอาศัยวินัยในการรับประทานยาเม็ดทุกวัน บางคนอาจจะพบว่าการฉีดยาเป็นระยะๆ เป็นรูปแบบของการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีที่รัดกุมมากกว่าการรับประทานยาเม็ดทุกวันและอาจจะชอบการฉีดยาคาโบทีกราเวียร์ด้วยเหตุผลนี้

จะมีคนอยู่ในโครงการวิจัยนี้กี่คนและใครบ้างที่สามารถเข้าร่วมโครงการวิจัยได้?

โครงการวิจัยจะรับชายโดยกำเนิดและสาวประเภทสองที่มีเพศสัมพันธ์กับชายอายุ 18 ขึ้นไป จำนวน 4,500 คนและเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวี

 

จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในระหว่างการศึกษาวิจัย?

ผู้ที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวีที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีจะถูกสุ่มว่าจะได้รับยา CAB หรือยา TDF/FTC แบบปกปิดทั้งสองด้าน ซึ่งหมายความว่าทั้งอาสามัครและเจ้าหน้าที่โครงการวิจัยจะไม่ทราบว่าอาสาสมัครคนไหนได้รับยาอะไร อาสาสมัครและทีมวิจัยจะไม่ทราบว่าใครได้อยู่ในกลุ่มไหนจนกระทั่งหลังจากโครงการวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว อาสาสมัครจะได้รับยาคาโบทีกราเวียร์หรือ TDF/FTCตัวใดตัวหนึ่งในโครงการวิจัย แต่จะได้ทำทั้งการฉีดยาและรับประทานยาเม็ด ซึ่งจะได้ยาที่ให้ผลจริงชนิดหนึ่งและยาหลอกอีกชนิดหนึ่ง การศึกษาวิจัยได้ถูกออกแบบมาเป็น3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เป็นระยะของการรับประทานยาเม็ดเป็นเวลา 5 สัปดาห์เพื่อประเมินความปลอดภัยของยาโครงการวิจัยก่อนที่จะทำการฉีดยา ขั้นตอนที่ 2 เป็นระยะของการฉีดยา ซึ่งจะมีการรับประทานยาเม็ดทุกวันร่วมกับมีการฉีดยาสองครั้งแรกห่างกันสี่สัปดาห์ตามด้วยการฉีดยาทุกแปดสัปดาห์ และขั้นตอนที่ 3 เป็นระยะของการรับประทานยา TDF/FTC แบบเปิดฉลากเป็นช่วงที่อาสาสมัครทุกคนที่ฉีดยาครบแล้วจะได้รับประทานยา TDF/FTC แบบเปิดฉลากเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อสิ้นสุดการเข้าร่วมโครงการวิจัย อาสาสมัครโครงการวิจัยจะเปลี่ยนไปรับการบริการเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีที่มีอยู่ในท้องถิ่นซึ่งอาจจะร่วมถึงการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนการสัมผัส (PrEP)

จะมีการทดลองฉีดยาโบทีกราเวียร์เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในผู้หญิงด้วยหรือไม่?

ใช่ โครงการวิจัยที่มีชื่อว่า HPTN 084 จะทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการฉีดยาคาโบทีกราเวียร์สำหรับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในผู้หญิง การศึกษาวิจัยจะทำที่กลุ่มประเทศทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกาและคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2560

การฉีดยาคาโบทีกราเวียร์มีความปลอดภัยหรือไม่?

โครงการวิจัยที่ทำในผู้ติดเชื้อเอชไอวีและไม่ติดเชื้อเอชไอวีแสดงให้เห็นว่ายามีความปลอดภัยและมีความทนต่อยา โครงการวิจัยบางโครงการกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ และมีการประเมินความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โครงการวิจัย HPTN 083 ก็จะมีการประเมินความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

การฉีดยาคาโบทีกราเวียร์สามารถป้องกันอาสาสมัครจากการติดเชื้อเอชไอวีได้หรือไม่?

เราไม่ทราบว่าการฉีดยาคาโบทีกราเวียร์สามารถป้องกันคนจากการติดเชื้อเอชไอวีได้หรือไม่ จึงเป็นสาเหตุให้เราดำเนินโครงการวิจัย HPTN 083 และโครงการวิจัยHPTN 084 เพื่อประเมินว่ายาคาโบทีกราเวียร์มีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับการรับประทานยา TDF/FTC หรือไม่

อาสาสมัครโครงการวิจัยจะได้รับการดูแลด้านการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีอะไรบ้าง?

อาสาสมัครโครงการวิจัย HPTN 083 จะได้รับการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีและการให้คำปรึกษาเพิ่อป้องกันการติดเชื้อ(เอชไอวี) ได้รับถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น รวมถึงการให้คำปรึกษาเพื่อกระตุ้นและสนับสนุนให้เกิดวินัยในการรับประทานยาเม็ดทุกวันตลอดการเข้าร่วมโครงการวิจัย อาสาสมัครที่ติดเชื้อเอชไอวีระหว่างที่อยู่ในโครงการวิจัยจะได้รับการส่งต่อไปยังการบริการรักษาการติดเชื้อในท้องถิ่น อาสาสมัครจะได้รับการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในโครงการวิจัยและจะได้รับการส่งต่อไปรับการรักษาตามแนวทางการรักษาของแต่ละพื้นที่

คาดว่าจะได้ผลการศึกษาเมื่อใด?

คาดว่าจะได้ผลการศึกษาในปี พ.ศ. 2564

HPTN จะแน่ใจได้อย่างไรว่าอาสาสมัครโครงการวิจัย HPTN 083 จะปลอดภัย?

จะมีบุคคลหลายกลุ่มและหลายคนที่เฝ้าติดตามความปลอดภัยของอาสาสมัครโครงการวิจัย HPTN083 อย่างระมัดระวัง ในแต่ละวันหัวหน้าโครงการวิจัยที่หน่วยวิจัยจะรายงานและจัดการกับผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์และทีมวิจัยจะตรวจสอบรายงานข้อมูลความปลอดภัยจากหน่วยวิจัย นอกจากนี้ คณะกรรมการจัดการด้านคลินิกจะให้ความช่วยเหลือหัวหน้าโครงการวิจัยหากมีประเด็นด้านความปลอดภัยที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
นอกจากนี้คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการวิจัยและคณะกรรมการกำกับดูแลข้อมูลและความปลอดภัย (DSMB) จะทำการพิจารณาความปลอดภัยของอาสาสมัครเป็นระยะๆ คณะกรรมการ DSMB ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยทางคลินิก นักจริยธรรม และตัวแทนในชุมชนที่จะมาพบกันเป็นระยะในระหว่างดำเนินโครงการวิจัยเพื่อพิจารณาข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของข้อมูลที่เก็บมา นักสถิติที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยจะนำเสนอข้อมูลช่วงกลางของการศึกษาวิจัยให้กับคณะกรรมการ DSMB และคณะกรรมการ DSMB ก็จะเตือนทีมวิจัยหากมีประเด็นใหม่ที่เกี่ยวกับปลอดภัยของอาสาสมัครที่จะต้องให้ความสำคัญ หากมีหลักฐานว่าการให้สิ่งแทรกแซง (intervention-ในที่นี้หมายถึงยาวิจัย)ของโครงการวิจัยมีประสิทธิภาพดีพอ หรือเป็นที่ชัดเจนว่าการศึกษาวิจัยไม่สามารถที่จะตอบคำถามข้อใดข้อหนึ่งของคำถามการวิจัยที่ออกแบบมาได้ กรณีเช่นนี้ คณะกรรมการ DSMB สามารถที่จะแนะนำให้ยุติโครงการวิจัยเร็วกว่ากำหนดได้

จะเกิดอะไรขึ้นกับอาสาสมัครที่ติดเชื้อเอชไอวีในระหว่างการทดลอง?

อาสาสมัครโครงการวิจัยที่ติดเชื้อเอชไอวีระหว่างที่อยู่ในโครงการวิจัยจะต้องหยุดยาโครงการวิจัยและจะได้รับการส่งต่อและได้รับการการประสานไปยังผู้ให้บริการทางการแพทย์ในท้องถิ่นทันทีเพื่อรับการดูแลและการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี รวมถึงการรับยาต้านไวรัสเอชไอวี

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการวิจัย HPTN083 ดูได้ที่ คลิก
>>   <<
หรือ
>> <<
โดยใช้หมายเลขโครงการวิจัย NCT02720094

MTN-017

MTN-017: งานวิจัยขยายของระยะที่2 เพื่อศึกษาความปลอดภัยและการยอมรับของทีโนโฟเวียร์เจล 1 % แบบลดปริมาณกลีเซอรีนทางทวารหนัก

                            ได้มีการตีพิมพ์ผลงานโครงการ MTN 017 ในวารสาร Clinical Infectious Diseases วันที่ 16 ธันวาคม 2559                      โดยมีบทคัดย่อของผลการศึกษาดังนี้

ที่มาของการศึกษา
            การติดเชื้อเอชไอวีมีผลกระทบต่อกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสองเป็นสัดส่วนที่มากกว่าประชากรกลุ่มอื่น ดังนั้นมีความจำเป็นที่ต้องศึกษาความปลอดภัยและการยอมรับ สำหรับป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยการวิธีการที่ใช้กับทวารหนัก

           โครงการ MTN-017 เป็นโครงการวิจัยระยะที่2, มีการวิจัย 3 ขั้นตอน,โดยใช้วิธีสุ่มตามลำดับ, เปิดฉลาก, โดยศึกษาถึงความปลอดภัย และการยอมรับของของทีโนโฟเวียร์เจล 1 % แบบลดปริมาณกลีเซอรีนทางทวารหนัก(หรือทีโนโฟเวียร์เจลทางทวารหนัก) เทียบกับ ยาเม็ดเอ็มทริซิตาบีน/ทีโนโฟเวียร์ (FTC/TDF)แบบกิน

            โดยในทุก 8 สัปดาห์ อาสาสมัครจะถูกสุ่มให้รับผลิตภัณฑ์โครงการฯดังนี้ 1) ทีโนโฟเวียร์เจลทางทวารหนัก วันละครั้ง หรือ 2)ทีโนโฟเวียร์เจลทางทวารหนักใช้ก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยที่ตนเป็นฝ่ายรับ หรือ 3) ยาFTC/TDF แบบกิน

ผลการศึกษา

             พบว่าชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสองทั้งหมด 195 คน ที่ได้เข้าร่วมโครงการจาก 8 ศูนย์วิจัยในประเทศ สหรัฐอเมริกา, ไทย, เปรู, และอัฟริกาใต้ มีอายุเฉลี่ยที่ 31.1 ปี (18-64)

             ทั้งหมดไม่พบความแตกต่างของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ของอาสาสมัครใน 1) การใช้เจลทุกวัน (อัตราการเกิดอุบัติการณ์(IRR): 1.09, p=0.59) หรือ 2) การใช้เจลเฉพาะก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก (IRR: 0.90, p=0.51) เมื่อเทียบกับ 3) การกินยา FTC/TDF ทุกวัน

              กลุ่มที่มีการใช้ผลิตภัณท์อย่างสม่ำเสมอหรือสูง (ใช้มากกว่าเท่ากับ 80% โดยประเมินจากผลิตภัณท์ที่นำมาคืนและการตอบกลับข้อความทางโทรศัพท์) ชอบต่อวิธีการใช้เจลทุกวันน้อย (Odds Ratio (OR): 0.35, p<0.001) และ อาสาสมัครยังรายงานว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่จะใช้เจลแบบใช้ทุกวันในอนาคต เมื่อเทียบกับการกินยา FTC/TDF (OR: 0.38, p<0.001).

สรุปผลการศึกษา

              การใช้ทีโนโฟเวียร์เจลทางทวารหนัก มีความปลอดภัยในชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสอง ส่วนในด้านความสม่ำเสมอในการใช้และโอกาสที่จะใช้ผลิตภัณท์ในอนาคต พบว่า มีความใกล้เคียงกันสำหรับการใช้เจลทางทวารหนักแบบใช้ตามการมีเพศสัมพันธ์กับการกินยาแบบทุกวัน แต่พบว่าต่ำสำหรับการใช้เจลแบบทุกวัน