ครูข้ามเพศถูกโรงเรียนบีบให้ออก เพราะแต่งหญิงมาทำงาน ถูกผู้บริหารด่า “ขยะที่มีชีวิต”

ครูข้ามเพศ

นายนาดา ไชยจิตต์ นักสิทธิมนุษยชนได้โพสต์เล่าว่า ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคอีสาน จังหวัดที่มีสนามฟุตบอลใหญ่ที่สุดในไทย มีครูข้ามเพศชื่อ “ครูบอล อุกฤษฏ์ จัดสนาม” ถูกบีบให้ออก เพราะแต่งชุดข้าราชการหญิง

ได้รับหนังสือตักเตือนจากผู้บริหารว่า “แต่งกาย ไว้ทรงผมไม่เหมาะสมกับเพศสภาพ ที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีกับนักเรียน”

ได้คะแนนการประเมินครูไม่ผ่าน อาจต้องพ้นจากข้าราชการภายใน 5 วัน ผู้บังคับบัญชากล่าวว่า “เพศสภาพอย่างเธอไม่มีใครยอมรับ ผอ.ไม่รู้จะอธิบายสังคมยังไง รูปร่างหน้าตาแบบนี้ใครเขาจะมอง”

กดดันให้ต้องเซ็น MoU เพื่อปรับปรุงพฤติกรรม โดยอ้าง “ข้อ 1.9 ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการไว้ผมและการแต่งกายของข้าราชการลูกจ้างและผู้ที่ทำทำงานในรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2516”

เป็นครูคนเดียวจาก 28 คน ที่ได้รับเงินเดือนขึ้นเพียง 1% เป็นจำนวนเงิน 180 บาท

ถูกทีมผู้บริหารของโรงเรียนกล่าวว่า “ขยะที่ไม่มีชีวิตยังเก็บยังเผาได้ แล้วขยะที่มีชีวิตล่ะ”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_2721273

ที่โปแลนด์ ได้มีการผลิตสติกเกอร์ “เขตปลอดเกย์ตุ๊ดกะเทย” แจกจ่ายให้ประชาชนนำไปติดตามสถานที่ต่างๆที่ไม่อยากให้เกย์ตุ๊ดกะเทยเข้ามาในสถานที่นั้น

ที่มา : https://www.lgbtqnation.com/2019/07/lgbt-free-zone-stickers-businesses-will-distributed-poland/?fbclid=IwAR17EKyFG7qABWqV0iaK8xM1OXrmngLNgmdMKjHKJ3najVNng2TIV7s0fAs

วันที่ 9-10 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากทาง MTN ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มาอบรม MTN-035 Study Specific Protocol Training

วันที่ 9-10 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากทาง MTN ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มาอบรม MTN-035 Study Specific Protocol Training เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินงานโครงการวิจัย MTN 035 หรือ โครงการวิจัยที่เราเรียกว่า “DESIRE” ที่จะเริ่มในเดือนสิงหาคมนี้
 

วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 วันรณรงค์ตรวจ HIV

เนื่องในวันรณรงค์ตรวจเอชไอวี 1 กรกฎาคม 256๒ นี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ขอเชิญ
ชวนหน่วยงาน และองค์กรทุกภาคส่วน ตลอดจนสื่อมวลชน ร่วมกันรณรงค์ตามแนวคิด “Know Your Status:
เอชไอวี ตรวจฟรี ตรวจเร็ว เอชไอวี รักษาเร็ว รักษาฟรี” เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและเห็นความส าคัญของการรู้
สถานะการติดเชื้อของตนเอง จะได้สามารถดูแลสุขภาพและวางแผนการด าเนินในชีวิตต่อไป ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
ลดปัญหาการเจ็บป่วยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งประชาชนทุกคนควรให้ความส าคัญในการดูแลรักษาสุขภาพ

ที่มา : http://aidssti.ddc.moph.go.th/medias/view/133

“บัตรทอง”ให้สิทธิ์”กินยาป้องกันการติดเชื้อHIV ก่อนการสัมผัสเชื้อ” (PrEP) “ครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงสูง

16มิ.ย.62-บอร์ด สปสช.เห็นชอบ กองทุนบัตรทอง ปี 63 นำร่องสิทธิประโยชน์ “บริการยาป้องกันการติดเชื้อ HIV ก่อนการสัมผัสเชื้อ” (PrEP) ครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงสูงทุกกลุ่ม ในพื้นที่ที่มีความพร้อม หลัง HITAP ประเมินผลคุ้มค่า หนุนแผนเอดส์ชาติ ลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่ำกว่าพันราย/ปี บรรลุเจตนารมณ์การยุติปัญหาเอดส์ปี  73

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา โดยมี ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน มีมติเห็นชอบการปรับปรุงรายการบริการในสิทธิประโยชน์การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ก่อนการสัมผัสเชื้อ (Pre-Exposure Prophylaxis หรือ PrEP) กลุ่มเสี่ยงสูงทุกกลุ่ม ในพื้นที่มีความพร้อม ตามที่คณะอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขตในการให้บริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตนำเสนอ

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า การบริการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนการสัมผัสเชื้อ หรือ PrEP เป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันในกลุ่มประชากรเสี่ยงสูงที่มีประสิทธิผลสูง อาทิ ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย ชายบริการ หญิงข้ามเพศ หญิงบริการ ผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีด และคู่เพศสัมพันธ์ที่มีผลเลือดต่าง ด้วยการกินยาต้านไวรัสสม่ำเสมอ ช่วยลดภาระงบประมาณด้านการรักษาผู้ป่วยเอชไอวีและโรคฉวยโอกาสที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ ปี 2558 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำ PrEP เป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้กับผู้มีความเสี่ยงสูง ควบคู่ไปกับการป้องกันที่มีอยู่เดิม ประเทศไทยได้ให้บริการ PrEP ผ่านโครงการนำร่องหรือดำเนินการเฉพาะบางพื้นที่โดยการสนับสนุนหลักจากหน่วยงานต่างประเทศ แต่ยังไม่ครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงสูงทั้งหมด

ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้แสดงเจตนารมณ์มุ่งมั่นยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 เพื่อเพิ่มการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอบรรจุบริการ PrEP ในสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปี 2560 ประกอบด้วยบริการ 2 ส่วน คือ

1.บริการยาต้านไวรัส 2 รายการ ประกอบด้วย ยาต้านไวรัสทีโนโฟเวียร์ (Tenofovir Disoproxil Fumarate: TDF) และ ยาเอ็มตริไซตาบี (Emtricitabine: FCT) อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ (ก) ตั้งแต่ ปี 2561กินวันละ 1 เม็ด ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ผลิตโดย GPO ราคาขวดละ 600 บาท บรรจุ 30 เม็ด ค่ายารวมประมาณ 7,200 บาทต่อปี

2.บริการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยมีการตรวจการติดเชื้อเอชไอวีทุก 3 เดือน ตรวจการทำงานของไต (Cr) ทุก 6 เดือน ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทุก 6 เดือน ตรวจไวรัสตับอักเสบบีและซี ปีละ 1 ครั้ง และตรวจการตั้งครรภ์ทุกครั้งที่สงสัย

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ในการพิจารณาได้มอบโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ศึกษาการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าบริการ PrEP มีคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ใน 2 กลุ่มเสี่ยง คือ ชายมีเพศสัมพันธ์กับชายและคู่เพศสัมพันธ์ที่มีผลเลือดต่าง เมื่อประเมินความคุ้มค่าโดยพิจารณาร่วมกับเป้าหมายยุติปัญหาเอดส์ในปี 2573 การให้บริการ PrEP ในทุกกลุ่มเสี่ยงซึ่งมีประมาณ 245,000 คน นับว่ามีความคุ้มค่า เพราะสามารถช่วยลดอัตราผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้ต่ำกว่า 1,000 รายต่อปีได้ แต่ทั้งนี้ต้องใช้งบประมาณ 405 ล้านบาทต่อปี

“บอร์ด สปสช.เห็นชอบนำร่องบริการ PrEP ในกลุ่มเสี่ยงสูงทุกกลุ่ม ในพื้นที่ที่มีความพร้อม โดยใช้งบประมาณกองทุนบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ปี 2563 และให้มีการวิจัยประเมินผลเพื่อติดตามความสำเร็จในการป้องกันผู้ติดเชื้อรายใหม่ เพื่อเป็นข้อมูลพิจารณาความเหมาะสมในการขยายผลทั่วประเทศต่อไป” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ส่วนข้อกังวลต่อพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้น เช่น ใช้ถุงยางอนามัยลดลง  เปลี่ยนคู่นอนบ่อยขึ้น ใช้เข็มและอุปกรณ์สะอาดลดลง เป็นต้น ที่ประชุมให้จัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของการรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสนับสนุนให้มีการใช้ถุงยางอนามัยอย่างกว้างขวาง และการตรวจและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควบคู่ไปกับการรณรงค์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ PrEP เพื่อประสิทธิภาพของบริการ PrEP มีประสิทธิภาพสูงสุด

ที่มา : https://www.thaipost.net/main/detail/38682?fbclid=IwAR1sNOX8Uh25prt4TLV7mUk7V7DXPrQTM6_AAV0EL9M8T_h1HkiKiQgwHVA

 

Community Update MTN-035

วันที่ 14 มิถุนายน 2562 พิมาน คลินิก ร่วมกับมูลนิธิเอ็มพลัส และองค์กรแคร์แมท ได้พูดคุย แลกเปลี่ยน และ update โครงการ MTN 035 ที่กำลังจะเริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้

Pride Month – June 2019

June is Pride Month, a month to celebrate gay, lesbian, bisexual, transgender, queer, and asexual people, plus all other sexual orientations and genders.  The month is celebrated in June in commemoration of the Stonewall Riots, which kicked off the first major demonstrations for gay rights in America. On June 28, 1969 police raided the Stonewall Inn in New York City’s Greenwich Village, but bar patrons — gay men and drag queens — fought back, a spontaneous incident which is now marked as the beginning of the gay rights movement in the United States. Brenda Howard, a bisexual activist, organized a march and other events to commemorate the one-year anniversary of the riots and is known as the “Mother of Pride.” Today, Pride Month features marches around the country, educational and awareness events, and parties to celebrate gay pride!

Be Proud! รู้จักจุดเริ่มต้นและความหมายของ LGBT Pride เตรียมตัวก่อนไปร่วมงานพาเหรด

ธงสีรุ้งนับร้อยพลิ้วไหวตามจังหวะเพลงและเสียงเชียร์อันกึกก้อง ป้ายข้อความมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Love is love, Proud to me! และผู้คนจำนวนมากที่ดูแตกต่าง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเดินขบวนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT Pride หรือที่นิยมเรียกกันว่า Pride Parade) ที่ไม่เพียงจัดขึ้นทุกปีที่เมืองต้นกำเนิดงานอย่างมหานครนิวยอร์ก แต่ยังรวมไปถึงเมืองต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นลอนดอน โตเกียว มุมไบ ฮานอย รวมทั้งกรุงเทพมหานครของเราในช่วงปลายปีนี้

เบื้องหลังภาพความสนุกสนานของ LGBT Pride ในปัจจุบันเริ่มต้นจากการถูกเลือกปฏิบัติ ถูกใช้ความรุนแรง และการถูกตีตราว่าคนกลุ่ม LGBT มีความผิดปกติทางจิต จนในยุคก่อนครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ชาว LGBT คิดว่าการเปิดเผยตนเองและการแต่งงานกับคู่รักของตนคงเป็นเพียงแค่ความฝัน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์จลาจลสโตนวอลล์ (Stonewall Riots) อันเป็นจุดเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ไม่เพียงส่งผลต่อชุมชนชาว LGBT ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อชาว LGBT ทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

ช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปีที่มีข่าวเดินขบวน LGBT Pride จากฝั่งอเมริกา และโซนประเทศยุโรปในช่วงฤดูร้อน เชื่อว่าใครหลายคนก็คงตั้งคำถามอยู่ในใจว่า ทำไมพวกเขาต้องใส่เสื้อผ้าแฟนซีมาเฉลิมฉลองกัน ในเมื่อหลายประเทศเหล่านั้นก็มีกฎหมายรับรองการแต่งงานสำหรับคนรักเพศเดียวกันแล้ว

หรือแม้กระทั่งคำถามที่ว่า ทำไมไม่มี Straight Pride (การเดินขบวนสำหรับคนรักต่างเพศ) รวมถึงความคิดที่ว่าทำไมต้องเฉลิมฉลองในความแตกต่างนี้

จุดเริ่มต้นของ LGBT Pride จากการจลาจลสโตนวอลล์

ในปี ค.ศ. 1969 เป็นช่วงที่คนรักเพศเดียวกันนั้นถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย รวมทั้งการแต่งกายไม่ตรงกับเพศกำเนิดถือเป็นเรื่องที่ผิดในสังคม การได้ใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยเป็นตัวของตัวเอง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ และเสี่ยงต่อการถูกจับกุมในบาร์ Stonewall Inn ย่านกรีนวิช วิลเลจ ที่มีเจ้าของเป็นมาเฟียนั้น เป็นสิ่งที่คุ้มค่าสำหรับชาว LGBT ในสมัยนั้น  

เช้ามืดของวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1969 ตำรวจมาตรวจบาร์ตามปกติ แต่สิ่งที่ต่างจากปกตินั้นคือผู้คนในบาร์ขัดขืนการเลือกปฏิบัติของตำรวจ เพราะที่ผ่านมาคนเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อที่ถูกกลั่นแกล้งและทำให้อายเพียงเพราะพวกเขาเป็นตัวเอง การจลาจลปะทุขึ้นจากความรุนแรงระหว่างสองฝ่าย จนขยายวงกว้างออกมาบนถนนบริเวณหน้าบาร์ ทั้งตำรวจและฝูงชนก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนเหตุการณ์คืนนั้นค่อยๆ ยุติลง โดยคืนต่อมานั้นจำนวนผู้ชุมนุมก็มากขึ้นหลายพันคน

เหตุการณ์จลาจลสโตนวอลล์ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่ชาว LGBT ยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพทางเพศ ไม่ยอมจำนนต่อการถูกละเมิดสิทธิ รวมทั้งกล้าประกาศตัวตนว่าตัวเองแตกต่างบนท้องถนน คำว่า Gay Power! ถูกส่งเสียงตะโกนอย่างกึกก้องในเช้ามืดวันนั้น หลังจากที่ต้องคอยหลบซ่อนตัวตนมาโดยตลอด แม้การเคลื่อนไหวทางสิทธิของชาว LGBT จะเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่เหตุการณ์จลาจลสโตนวอลล์เสมือนเป็นแรงผลักดันร่วมที่สำคัญ ซึ่งส่งผลต่อผู้คนที่ได้เห็นข่าวผ่านหน้าโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ทั่วโลก

เหตุการณ์ครั้งนี้นำมาสู่การเดินขบวนเรียกร้องสิทธิสำหรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT Pride March) ครั้งแรกในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1970 ที่เมืองนิวยอร์ก และอีก 3 เมืองใหญ่อย่าง ลอสแอนเจลิส ซานฟรานซิสโก และชิคาโก เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สโตนวอลล์

Viet Pride 2016 เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม

Pride Month เดือนแห่งความภาคภูมิใจ

LGBT Pride ในเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกาจัดในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์จลาจลสโตนวอลล์ และเป็นการเฉลิมฉลอง Pride Month 

ค.ศ. 2000 ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ได้ประกาศให้เดือนมิถุนายนเป็น ‘เดือนแห่งความภูมิใจของชาวเกย์และเลสเบี้ยน’ (Gay & Lesbian Pride Month) และใน ค.ศ. 2009 ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ประกาศให้เดือนมิถุนายนเป็น ‘เดือนแห่งความภาคภูมิใจของชาวหลากหลายทางเพศ’ (Lesbian, Gay, Bisexual, and Transgender Pride Month) เพิ่มการตระหนักรู้ถึงความหลากหลายในกลุ่ม LGBT

เมืองต่างๆ ทั่วโลกนั้นจะมีตารางการจัด LGBT Pride แตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของสภาพอากาศ รวมถึงวันสำคัญต่อชุมชน LGBT ในประเทศนั้น

ประเทศในยุโรปจะจัดงานช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนกันยายน ในปี 2017 หลายเมืองก็ประกาศวันจัด LGBT Pride แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Pride in London (8 กรกฎาคม 2017) Pride Amsterdam (29 กรกฎาคม 2017) ส่วนในทวีปเอเชียนั้น Tokyo Rainbow Pride จัดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว Taiwan LGBT Pride (28 ตุลาคม 2017) และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Metro Manila Pride (24 มิถุนายน 2017) ถือว่าเป็น LGBT Pride ที่ยาวนานที่สุดในอาเซียน ซึ่งจัดมาแล้วกว่า 20 ปี แต่ทั้งนี้เมืองต่างๆ ทั่วโลกก็ร่วมแสดงความภาคภูมิใจในช่วงเดือนมิถุนายนด้วยเช่นกัน

Pink Dot 2015 ของสิงคโปร์ ซึ่งมีชื่อที่ล้อกับชื่อเล่น ‘Red Dot’ ของประเทศ

Straight Pride งานแห่งความภูมิใจของคู่รักชายหญิง

แม้ LGBT Pride ทั่วโลกนั้นจะไม่มีการกีดกันคนรักต่างเพศไม่ให้เข้าร่วมเดินขบวน รวมถึงทำกิจกรรมต่างๆ แต่ในช่วงปลายยุค 1980s กลุ่มอนุรักษนิยมในสหรัฐอเมริกาที่ไม่เห็นด้วยกับ LGBT Pride ก็ตั้งคำถามว่า ทำไมไม่มีการเฉลิมฉลองของคนรักต่างเพศในขบวน LGBT Pride บ้าง

ใน ค.ศ. 1990 จึงมีการจัด Straight Pride (ความภาคภูมิใจของคนรักต่างเพศ) ขึ้นที่บริเวณมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ แอมเฮิร์สต์ รัฐแมสซาชูเซตส์ โดยกลุ่มที่มีชื่อว่า Young Americans for Freedom ที่มีผู้เข้าร่วม 50 คน แต่ขณะเดียวกันมีผู้คัดค้านงานนี้กว่า 500 คน

ในละในปี ค.ศ. 2015 มีการจัด Heterosexual Pride ในเมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน โดยมีผู้เข้าร่วมขบวนเพียงหนึ่งคนซึ่งก็คือ ‘ศิลปิน’ ผู้จัดงานนั่นเอง   

ปัจจุบันแม้แนวคิดอนุรักษนิยมจากชาวรักต่างเพศ (บางกลุ่ม) จะยังคงมีอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มคนรักเพศตรงข้ามและสนับสนุนสิทธิของชาว LGBT ซึ่งชาว LGBT เรียกคนกลุ่มนี้ว่า ‘พันธมิตร’ หรือ ‘Ally’ โดยบางครั้งจะมีการใช้ตัวย่อ LGBTIQA ซึ่งหมายถึง Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender, Intersex, Queer/Questioning  และ Ally แต่ในหลายกรณีนั้น A ใน LGBTIQA จะหมายถึง Asexual ได้เช่นกัน

หนึ่งในกลุ่มพันธมิตรผู้คอยสนับสนุนสำคัญที่เราจะเห็นจากขบวนพาเหรดหลายแห่ง ก็คือบรรดาผู้ปกครอง พวกเขามักเดินขบวนพร้อมป้ายข้อความ เช่น “Proud of my gay son” และ “Proud of my lesbian daughter and her wife” เป็นการแสดงออกถึงการเข้าใจ การยอมรับ และความภาคภูมิใจในตัวตนของลูก  

เพราะไม่ว่าลูกจะแตกต่างจากบรรทัดฐานของสังคม แต่ก็ยังเป็นลูกคนหนึ่งของพวกเขานั่นเอ

ธงสีรุ้ง สัญลักษณ์แห่งความหลากหลายและความภูมิใจ

หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของ LGBT Pride ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของชาว LGBT ก็คือ ‘ธงสีรุ้ง’ ซึ่งออกแบบสร้างสรรค์โดยกิลเบิร์ต เบเกอร์ (Gilbert Baker) ศิลปินและนักเคลื่อนไหวชาว LGBT หลังจากฮาร์วีย์ มิลก์ (Harvey Milk) นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวผู้เปิดเผยตนเองว่าเป็นเกย์ท้าทายนายกิลเบิร์ตให้สร้างสัญลักษณ์ของชุมชน LGBT เพื่อใช้ในการเดินขบวน

ธงสีรุ้งผืนแรกที่ย้อมสีด้วยมือถูกใช้ในงาน Gay Freedom Day Parade ที่เมืองซานฟรานซิสโก ปี ค.ศ. 1978 มีทั้งหมด 8 สี แต่ละสีมีความหมาย ได้แก่ สีชมพูเฉดฮอตพิงก์ (เพศ), สีแดง (ชีวิต), สีส้ม (การเยียวยา), สีเหลือง (แสงอาทิตย์), สีเขียว (ธรรมชาติ), สีเทอร์ควอยส์ (ศิลปะ), สีน้ำเงินคราม (ความปรองดอง) และสีม่วง (จิตวิญญาณของมนุษย์)

นายกิลเบิร์ตเคยให้สัมภาษณ์กับ CBS Chicago ถึงธงสายรุ้งว่า  

“สายรุ้งเป็นสิ่งสวยงามของธรรมชาติ แสดงถึงสีทุกสีรวมทั้งสีที่เรามองไม่เห็นด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับเป็นตัวแทนของคน เพราะแต่ละคนก็เป็นเหมือนสีที่หลากหลาย ประกอบไปด้วยเพศสภาพ เชื้อชาติ อายุ ศาสนา”     

หลังจากนั้นไม่นานธงสีรุ้งก็เหลือเพียง 6 สี ตามที่ใช้อยู่ปัจจุบัน สีชมพูแบบฮอตพิงก์ถูกตัดออก เพราะผ้าสีนี้หายากและมีราคาสูง ส่วนสีเทอร์ควอยส์ถูกปรับเฉดให้เป็นสีฟ้า และสีน้ำเงินครามก็ถูกตัดออก เพื่อให้สามารถเดินขบวนแบ่งสีอย่างสมดุลกัน

Metro Manila Pride 2016 เมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

ฉลองความเท่าเทียมและการไม่เลือกปฏิบัติ

เดิมทีนั้น LGBT Pride เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศที่จะมีสิทธิเสรีภาพ และได้รับการปกป้องคุ้มครองจากรัฐอย่างเท่าเทียม จนกระทั่งช่วงหลัง ค.ศ. 1991 ถึงปัจจุบัน LGBT Pride ไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองถึงชีวิตของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศอีกด้วย ซึ่งเหตุผลของการเฉลิมฉลองนั้นก็หลากหลายแตกต่างกันไป

“อนาคตที่ไร้การเลือกปฏิบัติ และทุกคนมีสิทธิทางกฎหมายเท่าเทียมกัน” (“Heritage of Pride works toward a future without discrimination where all people have equal rights under the law.”) เป็นทั้งเหตุผลและจุดมุ่งหวังที่ผู้จัด NYC Pride ยังคงจัดงานนี้ รวมถึงผู้จัด LGBT Pride ที่อื่นๆ ด้วยเช่นกัน แม้นิวยอร์กจะอนุญาตให้คนรักเพศเดียวกันแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (Equal Marriage) ได้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 แต่ก็ยังมีการเลือกปฏิบัติต่อชาว LGBT รวมทั้งการใช้ความรุนแรงตั้งแต่การทำร้ายร่างกายจนถึงการฆาตกรรม อีกทั้ง NYC Pride ยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์การต่อสู้ที่สืบต่อมาจากเหตุการณ์จลาจลสโตนวอลล์อีกด้วย

เพราะจะว่าไปแล้ว มีเพียง 22 ประเทศจากหลายร้อยประเทศทั่วโลกเท่านั้น ที่มีกฎหมาย Equal Marriage แม้ว่ายุคนี้จะเป็นศตวรรษที่ 21 แล้วก็ตาม

สร้างพื้นที่ ‘เปิด’ ให้ LGBT

LGBT Pride เป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัย (safe space) สำหรับชาว LGBT เพราะไม่ใช่ LGBT ทุกคนจะเติบโตมาในครอบครัวที่ให้การยอมรับ หรือได้ใช้ชีวิตในสังคมที่เปิดกว้าง ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน ที่ทำงาน ศาสนา หรือกลุ่มเพื่อน บางคนไม่สามารถเปิดตัว (come out) กับที่บ้านได้ แต่ LGBT Pride ทำให้พวกเขาได้พบปะกับชาว LGBT คนอื่นๆ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตซึ่งกันและกัน  

LGBT Pride หลายๆ แห่ง นอกจากการเดินขบวนแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมอื่นๆ เช่น การฉายหนัง การจัดสัมมนา และหากมองย้อนกลับไปในอดีตก่อนยุคที่โซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชันต่างๆ จะเป็นที่นิยม การได้พบปะคนที่มีตัวตนเหมือนตัวเราในสังคมคงไม่ใช่เรื่องง่าย

LGBT Pride จึงเสมือนเป็น ‘พื้นที่’ เปิดเผยตัวตนและทำให้เห็นถึงความหลากหลายของชาว LGBT ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เพื่อสร้างการยอมรับในสังคม เนื่องจากในหลายๆ สังคมยังไม่มีการบอกเล่าถึงเรื่องราวของพวกเขาในสื่อกระแสหลัก หรือการเสนอภาพแทนของคนกลุ่มนี้ในสื่อ (representation) ด้วยตัวละครที่ไม่มีมิติ และผลิตภาพซ้ำ เช่น กะเทยต้องเป็นตัวตลก ไบเซ็กชวลต้องเป็นคนเจ้าชู้ ครอบครัวคนรักเพศเดียวกันไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ดี รสนิยมทางเพศไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เป็นต้น     

นอกจากสีรุ้งทั้ง 6 เฉดสีนี้จะเป็นสีสันหลักของ LGBT Pride การแต่งกายสุดแฟนซีราวกับงานคาร์นิวัลที่เห็นได้ตามภาพข่าวทุกปีเองก็เป็นอีกสีสันความสนุกของงานเช่นกัน และไม่ใช่ทุกคนในขบวนพาเหรดจะใส่ชุดแฟนซีเท่านั้น ผู้เข้าร่วมงานสามารถเลือกใส่เสื้อผ้าที่สะท้อนถึงตัวตนของตัวเองมากที่สุด หลายคนเลือกใส่ชุดประจำวัน หรือขบวนจากภาครัฐใน LGBT Pride ของหลายๆ เมือง จะใส่ชุดเครื่องแบบ ทั้งตำรวจ ทหาร นักดับเพลิง หมอ และพยาบาล ที่สวมชุดมาเต็มยศ มีทั้งที่เปิดเผยตัวตนว่าเป็นหนึ่งในชาว LGBT และเพื่อสนับสนุนเพื่อนพี่น้องชาว LGBT อย่างภาคภูมิใจ

Phuket Pride ปี 2015 จัดที่บริเวณหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

LGBT Pride ในประเทศไทย

กว่า 11 ปีแล้วที่ LGBT Pride ครั้งสุดท้ายถูกจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ใน ค.ศ. 2006 ก่อนหน้านั้นมีการเดินขบวนอยู่หลายปี แต่ส่วนมากผู้เข้าร่วมมักเป็นนักกิจกรรม ชาวเกย์และกะเทยในแวดวงบาร์ และธุรกิจเกี่ยวกับเกย์ที่จัดโดยภาคธุรกิจ ซึ่งยังไม่ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ รวมทั้งยังไม่มีการประชาสัมพันธ์ที่เข้าถึงประชาชนมากนัก

และที่ผ่านมายังมีการจัด IDAHOT (International Day Against Homophobia, Transphobia and Biphobia) หรือ ‘วันสากลยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ และคนรักสองเพศ’ ที่ตรงกับวันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี และที่จังหวัดภูเก็ตก็มีการจัด Phuket Pride มาตลอดทุกปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1999 โดยผู้ร่วมขบวนเป็นพนักงานจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกย์และกะเทยในหาดป่าตอง และชาวต่างชาติเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีความพยายามในการเดินขบวน LGBT Pride ที่เชียงใหม่เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 แต่ถูกขัดขวางจากผู้ต่อต้าน จนไม่สำเร็จและยกเลิกงานไป

Viet Pride 2015 เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม

นิยาม LGBT Pride ด้วยตัวคุณเอง

แท้จริงแล้วนิยามของ LGBT Pride ที่มีจุดหมายในการเปิดเผยตัวตน และแสดงออกถึงความภาคภูมิใจก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เพราะตัวงานอาจจะไม่ถูกจริตถูกใจชาว LGBT และผู้ร่วมสนับสนุนไปเสียทุกคน บางคนมองว่าไม่ตอบโจทย์ในการดำเนินชีวิต เพราะยังไม่สามารถเปิดเผยตัวตนในที่สาธารณะได้ด้วยเหตุผลเรื่องครอบครัวหรืออาชีพการงาน แต่ทุกคนก็สามารถเลือกวิธีที่จะแสดงความภาคภูมิใจของตัวเองออกมาได้ในหลายวิธี

THE STANDARD ชวนคุยกับเหล่านักกิจกรรม LGBT ชาวไทยที่มีโอกาสได้เข้าร่วม LGBT Pride ทั้งไทยและต่างประเทศ มาพูดถึงนิยามของงาน และสิ่งที่อยากเห็นใน LGBT Pride ของไทย     

“Pride คือความภาคภูมิใจ ทุกคนมีสิทธิที่จะภูมิใจ ไม่ว่าจะอยู่จุดไหนก็สามารถภูมิใจได้ สามารถขยายความภูมิใจนี้ ทำในรูปแบบไหนก็ได้… ปัญหาคือคนไทยไม่อยากเปิดตัว น้อยคนที่จะกล้าออกมาแสดงความภาคภูมิใจในที่สาธารณะ อาจเพราะเกรงใจที่บ้าน แต่แค่มีใจอยากทำ อยากแสดงออก ก็ลุกขึ้นมาทำเลย” สุไลพร ชลวิไล นักวิชาการและนักกิจกรรมอิสระ     

“Pride คืองานที่ชาว LGBT ออกมาแสดงออกถึงความภาคภูมิใจ แต่ที่ผ่านมาเหมือนเป็นงานจัดตั้ง ไม่ใช่ว่ารู้สึกภูมิใจแล้วออกมาเดินขบวน ไม่เหมือนที่อื่นๆ ที่เกิดมาจากการถูกกดทับร่วมกันเลยออกมาเดินขบวน… Pride มันมาจากความภาคภูมิใจ ต้องหาแก่นของเราให้เจอ แล้วนำมาแสดงร่วมกันให้คนอื่นได้เห็น” ดนัย ลินจงรัตน์ ผู้อำนวยการสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย     

“Pride คืองานให้ทุกคนได้มาร่วมกัน สร้างการยอมรับในสังคม เป็นพื้นที่ให้ LGBT มีตัวตน… คาดหวังว่าจะได้เห็น Pride ที่เป็นงานสำหรับทุกคน อยากให้เป็นงานที่ทุกคนภูมิใจ ให้ทุกคนมาร่วมกัน เป็นเพื่อน เป็นครอบครัว และทำให้เกิดการยอมรับอย่างเท่าเทียมกัน” นิกร อาทิตย์ ประธานองค์กรบางกอกเรนโบว์

แล้วคุณล่ะ อยากเห็น LGBT Pride แบบไหนในเมืองไทย?

ที่มา : https://thestandard.co/news-world-come-out-lgbt-pride-before-bangkok-pride-2017/?fbclid=IwAR2T7YlZibE2h8m6PRRPUqlwvsrxQHFC89eb68a_KrRKMDp1euMZR_6SdDk

อิตาลีได้นายกเทศมนตรีเป็นชายข้ามเพศคนแรก ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่โทรเมลโล

ในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองโทรเมลโล ประเทศอิตาลี ตัวแทนฝ่ายซ้ายคือ จานมาร์โก เนกรี ได้รับชัยชนะเหนือผู้แทนฝ่ายขวาจัดด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 37.5 ต่อ ร้อยละ 26 ซึ่งนอกจากจะทำให้เนกรีเป็นนายกเทศมนตรีชายข้ามเพศคนแรกของอิตาลีแล้ว ยังนับเป็นการที่ฝ่ายซ้ายสามารถพลิกเกมเอาชนะการเลือกตั้งในถิ่นที่ฝ่ายขวาจัดครองคะแนนความนิยมมาโดยตลอด

จานมาร์โก เนกรี (Gianmarco Negri) นายกเทศมนตรีชายข้ามเพศคนแรกของอิตาลี ที่มาภาพ: facebook.com/avvocatonegri

ในวันที่ 3 มิ.ย. 2562 ที่ผ่านมา จานมาร์โก เนกรี นายกเทศมนตรีชายข้ามเพศคนแรกของอิตาลีให้สัมภาษณ์ต่อสื่อหลังจากชนะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองโทรเมลโลเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา เขาบอกว่าการเมืองแบบ “เย่อหยิ่งและกดขี่” ของกลุ่มขวาจัดไม่ช้าก็เร็วจะต้องพ่ายแพ้ให้กับ “การปฏิวัติแบบเอื้ออารี” (kindness revolution)

เมืองโทรเมลโลเป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ทางตินใต้ของเมืองมิลาน มีประชากรอยู่ราว 3,700 คน เมืองนี้เป็นฐานเสียงให้กับพรรคฝ่ายขวา “เลกานอร์ด” (Lega Nord) ของแมตเทโอ ซัลวินี แต่ในการเลือกตั้งท้องถิ่นล่าสุดพวกเขาก็เทคะแนนให้กับเนกรี ทนายความฝ่ายซ้ายอายุ 40 ปี ผู้ที่เป็นนักกิจกรรมด้านสิทธิคนข้ามเพศด้วย เขารณรงค์หาเสียงด้วยคำขวัญที่ว่า “แคมเบียเมนติ เปอร์ โทรเมลโล” (CambiaMenti per Tromello) ที่แปลออกมาได้ทั้ว 2 ความหมายไม่ว่าจะเป็น “การเปลี่ยนแปลงสำหรับโทรเมลโล” หรือ “เปลี่ยนใจเพื่อโทรเมลโล” ก็ได้

เนกรีให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเดอะการ์เดียนว่า “มันเป็นเรื่องสวนกระแสโดยสิ้นเชิงในอิตาลีที่ผมได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรี” สิ่งที่เนกรีพูดมีหลักฐานบ่งชี้คือในการเลือกตั้งผู้แทนสภายุโรปล่าสุด อิตาลีโหวตให้พรรคเลกานอร์ดด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 53 ชณะที่พรรคฝ่ายซ้ายกลางได้รับคะแนนเสียงเพียงร้อยละ 16 เท่านั้น เนกรีบอกว่าชัยชนะของพกเขาที่ได้คะแนนค่อนข้างดีเป็นการส่งสารให้เห็นว่าในระดับการบริหารท้องถิ่นแล้วฝ่ายขวาถูกปฏิเสธ และน่าสนใจว่ามันเกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ ที่ใช้ชีวิตอย่างเสรีได้ยากกว่า

ทั้งนี้เนกรีก็ไม่ได้มองว่าชัยชนะมาสิ่งที่เขาทำคนเดียวแต่เป็นเรื่องของทีมที่มีความเกี่ยวพันกับชุมชนและการที่พวกเขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประชาชนและเมืองๆ นี้

เนกรีกล่าวว่าเขายอมรับว่าเขากลัวความเสี่ยงในเรื่องการถูกเหยียดในฐานะบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศเช่นกันเพราะเมืองโทรเมลโลเป็นเมืองเล็กๆ ที่คนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวแบบประเพณีนิยม แต่เขาก็บอกกับตัวเองว่า “ผมรู้จักกับคนเหล่านี้ ถ้าพวกเขารักผมในตอนนี้ แล้วทำไมพวกเขาจะเปลี่ยนไปล่ะ” ซึ่งชาวโทรเมลโลก็ให้การยอมรับเนกรีและทำให้เนกรีสามารถแสดงออกตัวตนของตัวเองได้

“ขอปรบมือดังๆ ให้กับเพื่อนพลเมืองของผมผู้ที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งสำคัญคือการที่จะสามารถพูดออกมาได้โดยไม่ต้องกลัวและไม่ต้องแอบซ่อนหรืออับอายตัวเอง” เนกรีกล่าว

เนกรีบอกอีกว่าเขาต้องการจะฟื้นฟูโทรเมลโลที่กำลังประสบปัญหาเหมือนเมืองเล็กๆ อื่นๆ คือการที่ร้านค้าและธุรกิจต่างๆ ปิดตัวลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และคนรุ่นเยาว์ที่มีความสามารถพากันออกไปตามเมืองอย่างมิลานหรือเมืองอื่นๆ ที่ไกลออกไป

ถึงแม้เนกรีจะเป็นนายกเทศมนตรีคนข้ามเพศคนแรกของอิตาลี แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนข้ามเพศในระบบการเมืองของพวกเขา เมื่อปี 2549 วลาดิเมียร์ ลักซูเรีย หญิงข้ามเพศที่เป็นนักกิจกรรมและนักแสดงก็เคยได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. มาก่อน ถึงแม้ว่าประเทศอิตาลีจะให้การยอมรับการจดทะเบียนคู่ชีวิตเพศเดียวกันเมื่อปี 2559 ซึ่งนำโดยพรรคการเมืองซ้ายกลาง แต่จากการสำรวจความคิดเห็นประเทศอิตาลีมักจะทำได้แย่เสมอในเรื่องสิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศ และพรรคฝ่ายขวาเลกานอร์ดก็แสดงออกต่อต้านการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกันอย่างชัดเจน

ที่มา : https://prachatai.com/journal/2019/06/82775