ข่าวสาร แจ้งข่าวสาร สาระสำคัญ

แนะปรับภาพลักษณ์ ‘PrEP’ ป้องกัน HIV เป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ รู้สึกภูมิใจที่ได้ดูแลตัวเอง

หัวหน้าหน่วยพรีเวนชั่น ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ แนะปรับภาพลักษณ์ของการจัดบริการยาป้องกันการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (เพร็พ) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพและทำให้ผู้ใช้รู้สึกภูมิใจที่ได้ดูแลตัวเองเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้น ชี้หากบอกว่าเพร็พมีสำหรับคนที่มีความเสี่ยงสูงจะเข้าถึงคนจำนวนน้อยเพราะมีไม่กี่คนที่จะยอมรับว่าตัวเองเป็นกลุ่มเสี่ยง พร้อมชูโมเดล “เพร็พพระองค์โสมฯ” ให้องค์กรชุมชนเป็นผู้ออกแบบบริการด้วยตัวเองเพื่อให้สอดคล้องความต้องการและดึงดูดกลุ่มเป้าหมายมารับบริการได้เป็นอย่างดี

พญ.นิตยา ภานุภาค

พญ.นิตยา ภานุภาค หัวหน้าหน่วยพรีเวนชั่น ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวบรรยายในหัวข้อ “สถานการณ์การใช้เพร็พในประเทศไทยรวมทั้งโครงการเพร็พพระองค์โสมฯ” ในงานสัมมนาติดตามความคืบหน้าของการให้บริการเพร็พในประเทศไทยเพื่อเทิดพระเกียรติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสที่ได้ทรงรับการถวายตําแหน่ง UNAIDS Goodwill Ambassador for HIV Prevention for Asia-Pacific ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2562 ที่ผ่านมา โดยฉายภาพให้เห็นว่าประเทศไทยเริ่มนำเพร็พ (การจัดบริการยาป้องกันการสัมผัสเชื้อเอชไอวี) เข้าสู่แนวทางการดูแลป้องกันและรักษาเอชไอวีตั้งแต่ 5 ปีก่อน จนปัจจุบันสามารถทำให้มีผู้ได้รับเพร็พ 7,260 ราย และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะนำร่องอีก 2,000 ราย ขณะที่กลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับเพร็พมีถึง 143,098 รายถึงจะสร้าง Impact ในการควบคุมโรคได้ เท่ากับว่าตัวเลขปัจจุบันยังเป็นเพียง 5% ของเป้าหมาย

“คิดภาพง่าย ๆ เหมือนวัคซีน ถ้ามีคนฉีดวัคซีนแค่ 5% ของประเทศก็ไม่สามารถยุติปัญหาของโรคได้ เช่นเดียวกับเพร็พ ถ้าไม่สามารถทำให้เกิด Herd Immunity ได้ ก็จะไม่สามารถเห็น Impact ในการป้องกันเอชไอวีได้” พญ.นิตยา กล่าว

พญ.นิตยา กล่าวต่อไปว่า แนวทางการให้เพร็พในปัจจุบันมี 3 รูปแบบคือ 1.การให้เพร็พแบบที่ผู้รับบริการจ่ายเงินซื้อเอง ปัจจุบันจัดบริการในคลินิกนิรนาม โดยมีสัดส่วนประมาณ 26% ของผู้รับเพร็พทั้งหมด 2.โครงการเพร็พพระองค์โสมฯ มีรูปแบบการให้บริการผ่านองค์กรชุมชน ปัจจุบันมีสัดส่วน 55%

พญ.นิตยา กล่าวว่า หัวใจสำคัญของรูปแบบนี้คือองค์กรชุมชนเป็นผู้ออกแบบบริการด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นบริการที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การประกาศโดยตรงว่าเป็นการตรวจเอชไอวี เช่น ต้องการให้สาวประเภท 2 เข้ามาตรวจ ถ้าหากบอกให้มาตรวจกันตรง ๆ จะไม่มีใครเข้ามาเพราะเหมือนเป็นการตีตรา ดังนั้นจึงต้องมีการออกแบบบริการที่สาวประเภท 2 ต้องการและหาไม่ได้จากที่อื่นจึงจะสามารถดึงดูดให้เข้ามาตรวจได้ อาทิ การให้ฮอร์โมน การฉีดโบท็อกซ์ แล้วเมื่อกลุ่มเป้าหมายเข้ามารับบริการจึงค่อยเสนอบริการตรวจเอชไอวีไปด้วยเป็นต้น ซึ่งรูปแบบนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการหากลุ่มเป้าหมายและตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้

“ในช่วงปีที่ผ่านมากรมควบคุมโรคทำงานร่วมกับสภากาชาดไทยในการนำเรื่องการให้ชุมชนเป็นผู้ออกแบบการบริการด้วยตัวเอง มีการออกระเบียบว่าด้วยการให้บุคคลสามารถประกอบวิชาชีพเวชกรรมภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพได้ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดสรรเงินงบประมาณจาก สปสช.แก่องค์กรชุมชนในการดำเนินการได้โดยตรง”พญ.นิตยา กล่าว

ส่วนรูปแบบที่ 3.การให้เพร็พโดยหน่วยบริการภาครัฐ มีสัดส่วน 19% ของผู้รับเพร็บทั้งหมด รูปแบบนี้ยังมีข้อจำกัดในด้านเวลา เพราะหลายโรงพยาบาลยังคงผูกเรื่องการให้เพร็บเข้ากับแพทย์ จะต้องพบแพทย์ มีใบสั่งยาจากแพทย์ ทำให้หลายๆแห่งไม่สามารถให้เพร็บภายในวันนั้นได้ จุดนี้เป็นจุดสำคัญเพราะถ้าจะขยายเพร็บให้ได้เป็นแสนๆคนจะมองข้ามจุดนี้ไม่ได้ และคงต้องช่วยกันคิดต่อว่าจะปรับปรุงได้อย่างไร

“สถานการณ์ตอนนี้มาถึงช่วงที่มีการรวบรวมข้อมูลจากรูปแบบต่างๆ และสามารถผลักดันเข้าไปสู่ สปสช.เพื่อนำร่องได้ 2,000 ราย ใน 51 หน่วยบริการ 21 จังหวัด ในจำนวน 2,000 ราย จะมี 850 รายที่ให้บริการผ่านองค์กรชุมชน 9 องค์กรใน 6 จังหวัด และอีก 1,150 รายให้บริการผ่านโรงพยาบาล 43 โรงพยาบาลกับ 2 ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.” พญ.นิตยา กล่าว

พญ.นิตยา ยังตั้งข้อสังเกตอีก 2-3 ประเด็นว่า ในการนำร่อง 2,000 รายนี้มีหลายประเด็นที่น่าจะดูให้ชัดเจน ส่วนตัวอยากเสนอว่าบางจังหวัดที่มีโควต้า 100 รายแล้วกระจายให้ 6 โรงพยาบาลภายในจังหวัด จริงๆแล้วทางจังหวัดน่าจะคุยกันและพิสูจน์โมเดลให้เห็นสัก 1 โมเดลที่เหมาะสมที่สุดว่าควรเป็นรูปแบบใด อาจจะเป็นการให้บริการโดยองค์กรชุมชน การให้บริการโดยโรงพยาบาล หรือแบบผสมโดยให้องค์กรชุมชนคัดกรองส่งต่อโรงพยาบาล เป็นต้น

พญ.นิตยา กล่าวถึงข้อสังเกตต่อมาว่า ประเทศไทยกำลังตกหลุมกับดักที่สร้างกันมาเองหรือไม่ว่าต้อง Target กลุ่มเป้าหมาย ต้องให้เพร็พกับคนที่มีความเสี่ยงสูงจริงๆ ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวอาจจะไม่ยอมรับว่าตัวเองมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นอาจต้องมองภาพของเพร็พใหม่ว่าจะทำให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพได้อย่างไร

“ตรงนี้สำคัญ เพราะถ้าบอกว่าเพร็พมีสำหรับคนที่มีความเสี่ยง ใช้เพื่อลดความเสี่ยง มันจะเข้าถึงคนจำนวนน้อย มีคนน้อยมากที่ยอมรับว่าตัวเองมีความเสี่ยง แต่ถ้าบอกว่าเพร็พเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสุขภาพ กลุ่มเป้าหมายก็จะกว้างขึ้นไป และภาพของเพร็พก็จะเป็นความภูมิใจของผู้ใช้เพราะใช้แล้วรู้สึกว่าเป็นคนที่ดูแลสุขภาพ มากกว่าเป็นสิ่งที่อับอายหากต้องใช้เพราะเท่ากับยอมรับว่าตัวเองเป็นกลุ่มเสี่ยง”พญ.นิตยา กล่าว

พญ.นิตยา กล่าวทิ้งท้ายว่า การดำเนินการเรื่องเพร็พยังทำให้เกิดคำถามว่าถุงยางอนามัยว่าจะลดความสำคัญลงหรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะทำให้ สปสช.เพิ่มความสำคัญกับเรื่องการรณรงค์เรื่องถึงยางอนามัย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ช่องทางการการกระจายถุงยาง การกระจายบริการ ฯลฯ ควบคู่กับการให้บริการเพร็พไปพร้อมกัน

 

ที่มา : https://www.hfocus.org/content/2019/12/18133

Paul Richardson DAIDS Site visit

เมื่อวันที่ 18-21 พฤศจิกายน 2562 ศูนย์วิจัยโรคติดเชื้อและสารเสพติด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Research Center for Infectious Diseases and Substance Use) จัดอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยโรคติดเชื้อฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเรื่อง “Laboratory Preactice in Clinical Research” โดยมีคุณ Paul Richardson ตำแหน่ง Senior QA/QC Coordinator ประจำ HPTN Laboratory Center จาก Johns Hopkins University เป็นวิทยากรบรรยาย

 

 

สปสช.คาด 1 ม.ค. 63 เริ่มให้บริการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัส

thumbnail

สปสช.เตรียมพร้อมสิทธิประโยชน์การป้องกันการติดเชื้อ HIV ก่อนสัมผัส (PrEP) คาดเริ่มให้บริการได้ 1 ม.ค. 2563 ชี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น มีการบ้านให้ทำอีกมาก ทั้งการวิจัยประเมินผล รณรงค์สร้างความเข้าใจและสนับสนุนให้ใช้ถุงยางอนามัยอย่างกว้างขวาง เชื่อกวาดกลุ่มเป้าหมายความเสี่ยงสูงได้ 2,000 รายตามเป้า

นพ.รัฐพล เตรียมวิชานนท์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวบรรยายหัวข้อ “นโยบายและสิทธิประโยชน์ทางการจัดบริการยาป้องกันการสัมผัสเชื้อเอชไอวี” ในงานสัมมนาติดตามความคืบหน้าของการให้บริการเพร็พในประเทศไทยเพื่อเทิดพระเกียรติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสที่ได้ทรงรับการถวายตําแหน่ง UNAIDS Goodwill Ambassador for HIV Prevention for Asia-Pacific ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2562 ที่ผ่านมา โดยระบุว่าที่ประชุมคณะกรรมการ สปสช. มีมติเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2562 เห็นชอบปรับปรุงรายการสิทธิประโยชน์การป้องกันการติดเชื้อก่อนสัมผัส (Pre-Exposure Prophylaxis หรือ PrEP) ซึ่งเบื้องต้นให้นำร่องในกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ HIV จำนวน 2,000 ราย โดย สปสช.ตั้งใจว่าวันที่ 1 ม.ค. 2563 ที่จะถึงนี้ หน่วยบริการที่ลงทะเบียนน่าจะพร้อมให้บริการได้

นพ.รัฐพล กล่าวว่า การเพิ่มสิทธิประโยชน์นี้ คณะกรรมการ สปสช.มีข้อห่วงใยและต้องการให้เป็นความยั่งยืนของระบบ โดย 1.ให้นำร่องแค่ 2,000 ราย และมีเงื่อนไขว่าต้องมีการวิจัยประเมินผลเพื่อติดตามปัจจัยความสำเร็จของผู้ติดเชื้อรายใหม่และการมีส่วนร่วมของเป้าหมาย 2.ต้องทำเรื่องการรณรงค์พฤติกรรมและมีการสนับสนุนให้ใช้ถุงยางอนามัยอย่างกว้างขวาง เพราะยังมีข้อห่วงใยว่าจะทำให้การใช้ถุงยางอนามัยมีปัญหาหรือไม่ พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ เช่น มี PrEP แล้วความรู้สึกของผู้รับบริการอาจรู้สึกว่ามีอะไรก็ได้เพราะมียาป้องกันแล้ว และ 3.ต้องมีการรณรงค์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ PrEP และประสิทธิภาพการป้องกัน

“เพราะฉะนั้นการบ้านใหญ่ๆนอกจากเรื่อง PrEP แล้วก็คือการรณรงค์เรื่องถุงยางอนามัย เรายังมีช่องว่างเรื่องถุงยางอนามัยประมาณ 100 ล้านชิ้น สปสช.และกรมควบคุมโรคสนับสนุนถุงยางอนามัยประมาณ 30-40 ล้านชิ้น มีถุงยางที่ผลิตขายในเชิงพาณิชย์อีก 70 ล้านชิ้น แต่มีความต้องการประมาณ 200 ล้านชิ้น ก็เป็นการบ้านว่าตัวเลขนี้ใช่หรือไม่และจะทำอย่างไรกับตัวเลขนี้ รวมทั้งเรื่องความเข้าใจที่ถูกต้องเพราะเมื่อไหร่ที่ประกาศว่า PrEP เป็นสิทธิประโยชน์ คนที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงจะเดินเข้ามาหาแล้วเราจะให้ PrEP หรือไม่ ถ้าจะให้คนทั้ง 45 ล้านคน งบประมาณไม่เพียงพอแน่นอน แต่อย่างน้อยกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง 1.5 แสนคน ควรเข้าถึง PrEP และต้องมีระบบติดตามประเมินผลที่เข้มแข็ง

สำหรับสิทธิประโยชน์การป้องกันการติดเชื้อก่อนสัมผัสนี้ จะประกอบด้วย 1.ยา Tenofovir และ Emtricitabine 2.Initial PrEP Counseling and Education 1 ครั้ง/ปี 3.Additional HIV test 4ครั้ง/ปี 4.Creatinine 2 ครั้ง/ปี 5.HBs profile (Ag) 1 ครั้ง/ปี 6.การตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 2 ครั้ง/ปี 7.Pregnancy test for women 1 ครั้ง/ปี 8. Maintenance support (counseling) 5 ครั้ง/ปี และ 9.ถุงยางอนามัย ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือว่าจะแจกอย่างไรให้เหมาะสมกับกลุ่มเสี่ยงแต่ละกลุ่ม

นพ.รัฐพล กล่าวต่อไปว่า สำหรับพื้นที่และหน่วยบริการที่จะนำร่องให้บริการ PrEP ในปี 2563 จะคัดเลือกโดยกองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค จำนวน 51 แห่งใน 21 จังหวัด โดยหลักเกณฑ์คือต้องเป็นหน่วยบริการในระบบของ สปสช. ต้องเป็นหน่วยบริการที่เคยให้บริการ PrEP ต้องมีความพร้อมในการให้บริการทั้งด้านบุคลากรและระบบบริการ โดย สปสช.จะใช้ขั้นตอนในการปฏิบัติงานของกรมควบคุมโรคคือขอให้เป็น Daily PrEP ก่อน และจะเปิดลงทะเบียนหน่วยบริการรอบเดียวในต้นปีงบประมาณ 2563 หรือหากจำเป็นต้องเพิ่มหน่วยบริการจะพิจารณาอีกครั้งกลางปีงบประมาณ

“ในเรื่องของ PrEP กำลังเริ่มต้น เรามีความตั้งใจจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ ความยากไม่ได้อยู่ที่ PrEP แต่ยากตรงการติดตาม ซึ่งอาจมีหลุดไปบ้าง หรือมีช่องว่างอื่นๆ เช่น เวลาแจ้งผลเราไม่ได้ประเมินพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งอาจต้องพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการเพื่อให้ติดตามได้ หรือนโยบายบอกว่า 2,000 รายแต่มาเกินแบบนี้ก็เป็นช่องว่าง หรือถ้ากลุ่มเป้าหมายมีการย้ายที่อยู่ ข้อมูลของหน่วยบริการก็ต้องเชื่อมโยงถึงกันได้ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นความยากในการออกแบบระบบ รวมทั้งประเด็นการวิจัยประเมินผลว่าใช้ PrEP แล้วจะทำให้การใช้ถุงยางอนามัยจะลดลงหรือไม่ การทานยาของคนไข้เป็นอย่างไร และกลุ่มเป้าหมาย 2,000 รายจะทำได้หรือไม่ แต่เราค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นตัวเลขที่ทำได้” นพ.รัฐพล กล่าว

แหล่งที่มา : http://nhsonews.com/index.php/news/content/680

Freshy Night of EDU 2019

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา พิมานคลินิกได้สนับสนุน เงินรางวัล พร้อมถ้วยรางวัล ให้กับน้อง ๆ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในกิจกรรม “Freshy Night of EDU 2019”

HIV RUN 2019 ณ อ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

🏃🏻‍♂🏃🏻‍♂มาวิ่งด้วยกันที่งาน “HIV RUN 2019” 🏃🏻‍♂🏃🏻‍♂
ณ อ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วยกันนะคะ
▪️▪️▪️▪️▪️▪️
🔺สมัครวิ่งออนไลน์ที่
www.lannarunning.com/hivruncmu2019
🔺สมัครวิ่งด้วยตัวเองได้ที่
1. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มช.
📞 053 93055-7 ต่อ 420
2. พิมานคลินิก ซอยกรรไกรทอง
📞 053 211 363
🔺ค่าสมัคร400฿ รับเสื้อและBib ทันที
🏃🏻‍♀🏃🏻‍♀🏃🏻‍♀🏃🏻‍♀🏃🏻‍♀
🔸ผู้ที่สนใจร่วมบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือเด็ก และเยาวชนที่มีเชื้อเอชไอวี เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล มอบทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่อยู่ร่วมกับเชือเอชไอวี และจัดกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพของเยาวชนที่อยู่ร่วมกับเชื้อ เอชไอวี
🔸บริจาคเงินเพื่อสมทบทุนได้ที่
บัญชี HIV RUN@CMU 2019
ธนาคารไทยพาณิชย์
เลขที่บัญชี 566-559691-7

สำเร็จแล้ว ออสเตรเลียเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ เลือกเพศได้เอง

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป

 

สำเร็จแล้ว คนออสเตรเลียส่วนใหญ่เลือกเพศได้เองในสูติบัตรของตัวเอง เด็กสามารถเลือกคำนำหน้าว่าจะเป็น ‘เด็กชาย’ หรือ ‘เด็กหญิง’ อย่างถูกกฎหมาย
.
ในค่ำคืนของวันอังคารที่ผ่านมามีเรื่องยินดีเกิดขึ้น
รัฐวิกตอเรียกลายเป็นรัฐที่ 5 ในประเทศออสเตรเลียที่อนุญาตอย่างถูกกฎหมายให้คนข้ามเพศเปลี่ยนคำนำหน้าได้โดยไม่ต้องแปลงเพศตลอดจนเด็กๆ นั้นสามารถเลือกว่าจะมีคำนำหน้าเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิงตามเพศที่ตนนั้นต้องการหากมีการอนุญาตจากผู้ปกครองหรือแพทย์
.
ความน่ายินดีมากกว่านั้นคือเด็กๆ สามารถเลือกว่าตนจะนิยามตัวเองว่า Non-Binary ได้ด้วย ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันคือผู้ปกครองต้องยินยอมพร้อมการประเมินจากจิตแพทย์
.
“เป็นทางเลือกเพื่อให้แน่ใจว่าเอกสารแสดงตัวตนสะท้อนความเป็นจริงของชีวิตที่ผู้คนอาศัยอยู่” Martin Foley, Equality Minister กล่าว
.
โดยในประเทศออสเตรเลียนั้นตอนนี้มี 5 รัฐแล้วที่สร้างความเท่าเทียมนี้ให้กับประชาชนในการเข้าถึงการรับรองทางกฎหมายกับเพศที่ประชาชนเลือกจริงๆ
.
4 รัฐอื่นๆ ก่อนหน้าได้แก่ รัฐแทสเมเนีย รัฐนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี รัฐเซาท์ออสเตรเลีย รัฐออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี
.
โดย รัฐแทสเมเนีย คือรัฐแรกที่ทำสำเร็จ ซึ่งขณะนี่มีการยินดีกันในกลุ่มผู้คนที่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศตลอดจนกลุ่มนักกิจกรรมที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของความเท่าเทียมของคนข้ามเพศในประเทศออสเตรเลีย
.
Jill Hennessy อัยการสูงสุดกล่าวบน ทวิตเตอร์ของเธอว่านี่คือการยืนยันว่าคนข้ามเพศและคนที่มีความหลากหลายมากกว่าชายและหญิงนั้นสามารถเลือกคำนำหน้าให้ตรงตามอัตลักษณ์ทางเพศจริงๆ กับพวกเขาตลอดจนการสร้างเงื่อนไขว่าต้องผ่าตัดทั้งนั้นเป้นอุปสรรคหลักหลายๆ อย่างทั้งด้านค่าใช้จ่าย ปัญหาสุขภาพ ตลอดจนการแปลงเพศไม่ใช่ทางเลือกที่คนข้ามเพศหลายๆ คนนั้นต้องการ
.
ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จนี้ และหวังว่าจะเกิดขึ้นด้วยในประเทศไทย
.
อ้างอิง
Daily Mail: https://dailym.ai/2L2jRxs
ภาพ: https://bit.ly/2PdiPT5
#Update #Spectrum #พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

ครูข้ามเพศถูกโรงเรียนบีบให้ออก เพราะแต่งหญิงมาทำงาน ถูกผู้บริหารด่า “ขยะที่มีชีวิต”

ครูข้ามเพศ

นายนาดา ไชยจิตต์ นักสิทธิมนุษยชนได้โพสต์เล่าว่า ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคอีสาน จังหวัดที่มีสนามฟุตบอลใหญ่ที่สุดในไทย มีครูข้ามเพศชื่อ “ครูบอล อุกฤษฏ์ จัดสนาม” ถูกบีบให้ออก เพราะแต่งชุดข้าราชการหญิง

ได้รับหนังสือตักเตือนจากผู้บริหารว่า “แต่งกาย ไว้ทรงผมไม่เหมาะสมกับเพศสภาพ ที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีกับนักเรียน”

ได้คะแนนการประเมินครูไม่ผ่าน อาจต้องพ้นจากข้าราชการภายใน 5 วัน ผู้บังคับบัญชากล่าวว่า “เพศสภาพอย่างเธอไม่มีใครยอมรับ ผอ.ไม่รู้จะอธิบายสังคมยังไง รูปร่างหน้าตาแบบนี้ใครเขาจะมอง”

กดดันให้ต้องเซ็น MoU เพื่อปรับปรุงพฤติกรรม โดยอ้าง “ข้อ 1.9 ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการไว้ผมและการแต่งกายของข้าราชการลูกจ้างและผู้ที่ทำทำงานในรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2516”

เป็นครูคนเดียวจาก 28 คน ที่ได้รับเงินเดือนขึ้นเพียง 1% เป็นจำนวนเงิน 180 บาท

ถูกทีมผู้บริหารของโรงเรียนกล่าวว่า “ขยะที่ไม่มีชีวิตยังเก็บยังเผาได้ แล้วขยะที่มีชีวิตล่ะ”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_2721273

ที่โปแลนด์ ได้มีการผลิตสติกเกอร์ “เขตปลอดเกย์ตุ๊ดกะเทย” แจกจ่ายให้ประชาชนนำไปติดตามสถานที่ต่างๆที่ไม่อยากให้เกย์ตุ๊ดกะเทยเข้ามาในสถานที่นั้น

ที่มา : https://www.lgbtqnation.com/2019/07/lgbt-free-zone-stickers-businesses-will-distributed-poland/?fbclid=IwAR17EKyFG7qABWqV0iaK8xM1OXrmngLNgmdMKjHKJ3najVNng2TIV7s0fAs

วันที่ 9-10 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากทาง MTN ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มาอบรม MTN-035 Study Specific Protocol Training

วันที่ 9-10 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากทาง MTN ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มาอบรม MTN-035 Study Specific Protocol Training เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินงานโครงการวิจัย MTN 035 หรือ โครงการวิจัยที่เราเรียกว่า “DESIRE” ที่จะเริ่มในเดือนสิงหาคมนี้